วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ตัวอย่างคนสู้ชีวิตยุควิกฤติเศรษฐกิจ เก็บขวดน้ำทำกระเป๋าสุดหรูสร้างรายได้

ตัวอย่างคนสู้ชีวิตยุควิกฤติเศรษฐกิจ เก็บขวดน้ำทำกระเป๋าสุดหรูสร้างรายได้

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากเกิดสภาวะน้ำมันแพง
เป็นเหตุให้ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับการครองชีพต่างพาเหรดกันขึ้นราคา
แต่รายได้ของเกษตรกรยังย่ำอยู่กับที่ พืชผลทางการเกษตรก็ตกต่ำ
ทำให้รายได้ไม่พอใช้จ่ายชักหน้าไม่ถึงหลัง ที่ไปขายแรงงาน
ก็ถูกโรงงานต่าง ๆ พากันเลิกจ้างและลดคนงานลง ทำให้มีคนว่างงานมากขึ้น
คนไทยในชนบทจึงมีความยากจนมากขึ้น มีหนี้สินมากขึ้น
ต้องอยู่กันแบบต่อสู้ดิ้นรน
ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด
นางจำปี ทูลมาลา อายุ 53 ปี หญิงม่าย อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่
13 ต.ส้มป่อย อ. จัตุรัส จ.ชัยภูมิ
เป็นนักสู้ชีวิตผู้มีความคิดสร้างสรรค์
เก็บขวดน้ำดื่มพลาสติกที่คนดื่มน้ำหมดแล้วขว้างทิ้งไป
เป็นขยะที่ย่อยสลายยาก สร้างมลพิษให้กับชุมชน
นำกลับมาตัดเย็บเป็นกระเป๋าถือสวยสุดหรู
ไว้ใช้ใส่สิ่งของและถือไปเดินโชว์ตามห้างต่าง ๆ ได้โดยไม่อายใคร
และยังนำมาขายสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้อีกด้วย
โดยสามารถผลิตคนเดียวได้ถึงเดือนละ 90 ใบ
คุณป้าจำปี เล่าว่า ในอดีตแต่งงานอยู่กับสามีแต่ไม่มีบุตร
ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ทำไร่ ทำนา เลี้ยงชีพ
แต่ก็เป็นไปอย่างอัตคัดเนื่องจากฝนฟ้าไม่อำนวย
จึงหันไปรับจ้างเย็บผ้าโหลที่เพื่อนบ้านไปรับจากกรุงเทพฯ มาให้เย็บ
และต่อมาเพื่อนบ้านเลิกรับผ้าโหลมาเย็บ ตนเองก็ไม่มีรถไปรับผ้ามาเย็บ
จวบกับสามีก็มาล้มป่วยเสียชีวิตไป เนื่องจากไม่มีบุตรเลี้ยงดู
และไม่มีพละกำลังจะทำไร่ทำนา จึงได้หันมารับจ้างตัดเย็บเสื้อกางเกงให้
คนในหมู่บ้าน และจากการที่ได้ไปซื้ออุปกรณ์ทำเสื้อ กางเกง เช่น ยางยืด
ซิป ตะขอ กระดุม
เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ได้นำหูกระเป๋าให้ดูพร้อมกับแนะนำให้เย็บกระเป๋าผ้าขาย
เนื่องจากลงทุนน้อย แต่ได้กำไรดี
เพราะเห็นว่าตนเองมีฝีมือในการทำสิ่งประดิษฐ์และการตัดเย็บ
จึงได้หันมาเย็บกระเป๋าผ้าขายตามคำแนะนำ
ปรากฏว่าไม่เป็นที่นิยมของผู้ใช้เท่าที่ควร เนื่องจากใคร ๆ ก็เย็บเป็น
จึงพยายามนำความคิด ทดลองนำสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่ใช้ทำประโยชน์
มาประดิษฐ์ทำเป็นสินค้าขาย จึงพบว่าขวดน้ำดื่มพลาสติกที่ขายตามท้องตลาด
ที่ผู้ซื้อดื่มน้ำกินหมดแล้วทิ้งขว้าง เป็นขยะอยู่ทั่วไป
เก็บมาล้างทำความสะอาด นำมาใช้กรรไกรตัดคอขวด ตัดก้นขวด
ผ่าขวดออกจากกันแล้วรีดเป็นแผ่น
โดยเลือกเอาขวดที่มีตรายี่ห้อหรือลายตัดให้อยู่ระหว่างกึ่งกลาง
โดยนำด้ายไหมพรมสีต่าง ๆ มาเย็บต่อทำกระเป๋าถือเป็นลายเส้นสีต่าง ๆ
เนื่องจากป้าจำปีเองมีฝีมือในการถักเสื้อไหมพรมเป็นทุนอยู่แล้ว
จึงสามารถเย็บลายต่าง ๆ
บนกระเป๋าอย่างกลมกลืนสวยงามจนเป็นกระเป๋าถือสตรีที่ถือติดตัวไปไหนมาไหน
ชนิดที่ผู้พบเห็นจะต้องเหลียวกลับมามองทีเดียว
จากนั้นมากระเป๋าจากขวดน้ำพลาสติกของป้าจำปี
ได้มีคนในหมู่บ้านและต่างถิ่นมาเห็นต่างพากันซื้อไปใช้
และสั่งให้ทำขนาดต่าง ๆ โดยขนาดกลางราคาใบละ 40 บาท
เดือนหนึ่งทำรายได้กว่า 3,000 บาท สำหรับขวดน้ำดื่มก็ไปหาเก็บทั่วไป
โดยต้องเอาที่มีตราหรือลายบนขวด เนื่องจากไว้เป็นลวดลายที่เก๋ ๆ
กลางกระเป๋าโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องสร้างรูปภาพหรือใส่ลายใหม่
ส่วนความกว้างใหญ่ของกระเป๋า อยู่ที่ความต้องการของผู้สั่งทำ
ถ้าเป็นระดับมาตรฐานปานกลาง ด้านข้าง กระเป๋าใช้ขวดข้างละ 1 ใบ
ด้านกว้างใช้ขวดด้านละ 2 ใบ ก้นกระเป๋าใช้ขวด 1 ใบ
นำมาตัดมารีดตามที่กล่าวข้างต้น เย็บเป็นกระเป๋าเสร็จแล้ว
ก็นำมาใส่หูหิ้วโดยใช้วิธีเย็บด้วยมือเช่นกัน
เป็นอันเสร็จสิ้นการผลิตกระเป๋าจากขวดน้ำ นำออกจำหน่ายได้เลย.
ชาตรี มงคลพิทักษ์ทวี--จบ--

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

เกิดเป็นคนจนหรือมีก็ชีวิต

เกิดเป็นคนจนหรือมีก็ชีวิต จงใช้สิทธิตามเส้นทางที่วางไว้
เอาความดีตามเป็นเพื่อนคอยเตือนใจ ตราบชีพไร้ลาลับดับชีวัน
เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งคงอยู่คู่โลกนี้
คือความดีไม่เปลี่ยนแปรแม้ดับขันธ์
คอยตักเตือนเป็นเพื่อนเราเฝ้าสัมพันธ์ ทุกคืนวันจงสรรสร้างแต่ความดี
เอาความดีเป็นแกนกลางทางชีวิต เอาความคิดเป็นเครื่องช่วยอำนวยผล
เอาแรงกายเป็นกลไกภายในตน นี่คือคนมีคุณค่าราคางาม

เยาวชนทั้งหลาย พวกเราทั้งหลายคงได้เคยมีโอกาสไปในงานศพ
ถ้าพวกเราไปในงานศพเราจะได้พบกับสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีไว้ใช้ในงานศพ
สิ่งนั้นได้แก่ด้ายสายสิญจ์ ด้ายสายสิญจ์มีไว้ผูกศพ
และจะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งคอยชักจูงศพไป จูงศพไปทางซ้าย ศพก็จะไปทางซ้าย
จูงไปทางขวาศพก็จะไปทางขวา จูงไปในทิศทางใด ศพก็ไม่เคยปฏิเสธ
ไม่เคยขัดขืนกับบุคคลที่จูงศพไป เพราะเหตุว่าศพไม่มีชีวิต
ไม่มีความรู้สึก ไม่มีวิญญาณ ศพจึงไม่ขัดขืน ไม่ปฏิเสธ
ไม่ต่อต้านต่อบุคคลผู้ลากจูงไป ศพจะไปตามความปรารถนาของเขา จนในที่สุด
ศพก็ต้องถูกจูงไปสู่เชิงตะกอน อันเป็นที่พักพิงสุดท้าย
เยาวชนทั้งหลาย ถ้าหากว่าเรามองดูชีวิตของเราแล้วนำมาเปรียบเทียบกับศพ
ชีวิตของเราที่เกิดมา เราไม่ใช่ศพที่ไร้วิญญาณ เราเป็นผู้ที่มีชีวิต
มีความรู้สึก มีความนึกคิด มีความต้องการมีจิตวิญญาณ เมื่อเป็นเช่นนี้
เหตุไฉน เราจึงยอมให้บุคคลอื่นชักจูงเราไปบนเส้นทางที่เขาต้องการ
ไปในเส้นทางที่ไม่ดีดังที่เขาต้องการ
ทำไมเราจึงไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง
ถ้าหากว่าเราเองมาย้อนดูสังคมในปัจจุบันนี้
ปัจจุบันนี้สังคมที่เราอาศัยอยู่กำลังมีปัญหา ด้วยเหตุว่า
ทุกคนในสังคมเรากำลังแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น คอยเอารัดเอาเปรียบ
กอบโกยเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว มีแต่ความอิจฉาริษยา
โดยไม่หวังให้บุคคลอื่นได้ดีกว่าตน เมื่อเป็นเช่นนี้
ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในสังคมที่มีผู้คนมากมายเพียงใด
เราก็เปรียบเสมือนมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง โดดเดี่ยว
ในขณะเดียวกันที่เรานั้นเจอปัญหา มีปัญหาอุปสรรคเข้ามาในชีวิต
เราย่อมมีความต้องการใครสักคนหนึ่งคอยเป็นแสงสว่าง
คอยเป็นเครื่องนำพาชีวิตของเรา คอยเป็นกำลังใจให้เรา
เยาวชนทั้งหลาย จริงอยู่
คนเราทุกคนเกิดมาล้วนแต่มีปัญหาและอุปสรรคทั้งนั้น
ปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาที่เรานั้นก่อมันขึ้นมาเอง
ปัญหาบางปัญหาบุคคลอื่นนำมาให้เรา
เราก็ต้องคอยแก้ปัญหาที่คนอื่นนำมาให้เราด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว
เพื่อนร่วมงาน หรือปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว
ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม มีมากมายเหลือเกิน
ที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิตของเรา นับวันมีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้น
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งแก้ ยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
จนไม่มีที่สิ้นสุด
เยาวชนทั้งหลายจริงอยู่ชีวิตของทุกชีวิตที่เกิดมา คนเราที่เกิดมา
คนเราที่มาล้วนแล้วมีความหลัง มีความปรารถนา
หวังให้ชีวิตของตังเองได้พบแต่ความสุข
ปรารถนาให้ชีวิตของตัวเองได้พบความสุข
ปรารถนาให้ชีวิตของตัวเองเข้าไปสู้จุดหมายที่ตนหวังไว้
แต่นี้ขณะเดียวกันบนเส้นทางที่เรากัาวเดินต้องแบกรับภาระเผชิญปัญหามีความทุกลุมเข้ามาในชีวิตทุกขณะ
ความทุกเพื่อความพลัดพรากจากสิ่งที่อันเป็นที่รัก
ความทุกข์ที่ประสพกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก
ทุกข์เพราะการแสวงหาทุกข์เพราะการรักษาสิ่งของที่เรารักและหวงแหน
ความทุกข์มากมายมีเข้ามาในชีวิต
เมื่อเป็นเช่นนี้ชีวิตของเราที่ก้าวเดินไปไร้ซึ่งจุดหมายปลายทาง
ยิ่งไกลยิ่งห่างจุดหมายที่ปรารถนาห่างไกลไปทุกขณะๆ
เยาวชนทั้งหลาย
ดูเหมือนว่าชีวิตของเรานั้นไร้ซึ่งจุดหมายปลายทางเหมือนกับการที่เราตั้งความหวังไว้ข้างหน้า
แล้วเราต่างก็วิ่งไปหาสิ่งที่เราหวัง
ความหวังเหล่านั้นยิ่งดูเหมือนไกลห่างออกไปทุกที ๆ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว
ชีวิตของเราก็ไม่ต่างกับบุคคลที่ตกอยู่ในความมืด เช่นเดียวกับเราขณะนี้
ที่ตกอยู่ในความมืดลับจนแสงสว่างซึ่งเป็นเครื่องนำพาชีวิตของเรา
ชีวิตที่ต้องตกอยู่ในความมืดเป็นชีวิตที่น่าหวาดเสียว
เป็นชีวิตที่ตกอยู่ในความลำบากในขณะเดียวกัน
เราเองที่ตกอยู่ในความมืดเหลียวไปทิศทางใดได้พบแต่ความมืดไร้ซึ่งแสงสว่าง
เพราะความกลัว ความน่าสะพึงกลัวต่าง ๆ ภัยอันตรายต่าง ๆ
มักเข้ามาอยู่กับความมืดเสมอ ชีวิตของเรานั้นเช่นกัน
ถ้าตกอยู่ในความมืด บนเส้นทางที่เราก้าวไป เราจะเหลียวก้าวไปทิศทางใด
เราต้องพบแต่ความมืดเราจะเหลียวไปทางด้านซ้ายและจะก้าวไปด้านซ้าย
เส้นทางด้านซ้ายที่เราจะก้าวไปก็อาจมีหุบเหวลึกอาจทำให้เราพลัดตกลงไป
ทำให้เรานั้นบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตายได้
ถ้าเราหวาดระแวงไม่กล้าไปทางซ้ายเราจะย้ายไปทางขวาเล่า
เส้นทางด้านขวาก็ใช่ว่าจะปลอดภัย
เราจะก้าวเดินไปทางหน้าเส้นทางข้างหน้าที่เราจะก้าวเดินไปอาจพบกับสัตว์ร้ายนา
ๆ ชนิดที่นอนขวางกั้นเส้นทางที่เราก้าวเดินอาจนำความอันตรายแก่ชีวิตเราได้
เยาวชนทั้งหลายเพราะชีวิตที่ตกอยู่ในความมืดเป็นชีวิตที่น่าหวาดกลัว
ไม่กล้าก้าวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งหันหลังเดินย้อนกลับเส้นทางเก่า
ชีวิตของเราที่ล่วงกาลผ่านวัยมา
และบนความหวังความปรารถนาที่เราตั้งไว้คงยิ่งไกลห่างตัวเราออกไปทุกทีๆ
ชีวิตของเราคงไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนถ้าเราหวาดกลัวที่จะก้าวไปไม่แน่ใจไปในทิศทางใดและหยุดอยู่กับที่อย่างไร
ชีวิตที่ต้องหยุดอยู่กับที่ก็ไม่แตกต่างอะไรกับการยืนรอความตายที่จะเข้ามาถึงที่จะเขัามาถึงในอีกไม่ช้าข้างหน้านี้
ยามเมื่อโลกขาดแสงแห่งอาทิตย์ ย่อมมืดมิดมองอะไรก็ไม่เห็น
ยามเมื่อจิตขาดปัญญาพาลำเค็ญ มองไม่เห็นดีหรือชั่วที่ตัวทำ
เยาวชนทั้งหลายเช่นเดียวกัน 2500
กว่าปีบนความมืดที่สัตว์โลกทั้งหลายไม่สามารถที่จะมองเห็นหนทางในการดำเนินชีวิต
พระผู้มีภาคเจ้า
ได้จุดแสงสว่างขึ้นมาท่ามกลางความมืดเพื่อจะส่องแสงสว่าง บัดนี้ 2500
กว่าปี พระผู้มีภาคเจ้า
พระองค์ได้จุดขึ้นมาเพื่อให้สัตว์โลกทั้งหลายได้มองเห็น
วิถีในการดำเนินชีวิต
••
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
และความสุขแก่ชนทั้งหลาย จงแสดงธรรมให้งามทั้งในเบื้องต้น ในท่ามกลาง
และในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์
คือแบบอย่างแห่งการประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง
ให้ถึงพร้อมด้วยอรรถะและพยัญชนะ บุคคลผู้มีกิเลสตัณหาเบาบางยังมีอยู่
หากเขามิได้ฟังธรรมนั้นแล้วก็จะเสียประโยชน์ใหญ่หลวง
บุคคลจำพวกนี้แหละจักฟังธรรมและจักเข้าใจธรรมอย่างแจ่มแจ้ง
จงไปทางเดียวรูปเดียว แม้เราตถาคตก็ไปเพื่อแสดงธรรมเช่นเดียวกัน
แสงเทียนส่องสองพันปีที่พ่อจุด คงสิ้นสุด สูญแสง แล้วพ่อหนา
ลูกเอ๋ย หากสูเจ้า เขลาปัญญา อีกไม่ช้า เทียนคงดับ
ทับคัมภีร์
แสงพระธรรมล้ำประเทือง เรืองส่องหล้า ส่องแสงจ้า กว่าแสงสูรญ์จำรูญศรี
ฉายแสงฉาด สาดแสงฉาย ไร้ราคี แสงระวี ศรีธรรมา งามราวรรณ
แสงระยิบ พริบระยับประดับโลก สิ้นวิโยค โศกวินาศ ปราศโมหันธ์
แสงประเทือง เรืองส่องหล้า มานานวัน ถึงสองพัน ห้าร้อยกว่า พรรษากาล
จงสืบแสงแรงใจเสริมเติมใจสู้ เติมใจรู้ เติมใจภักดิ์
รักษ์สืบสาน
ให้แสงนี้ มีสีสัน นิรันดร์กาล สืบตำนาน งานของพ่อ
ทอแสงธรรม
บัดนี้ได้มีคณะอาจารย์ตั้งเป็นตัวแทนเป็นสมมติสงฆ์ได้นำเอาธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้นำมาจุดขึ้น
ณ สถานที่แห่งนี้เพื่อที่จะให้เธอทั้งหลายและบุคคลผู้หวังแสงสว่างในการดำเนินชีวิตได้มีแสงสว่างที่จะก้าวเดินไปให้ก้าวไปสู่จุดหมายของตัวเอง
บัดนี้แสงสว่างอันนี้ คือแสงสว่างแห่งธรรมะ
ถ้าหากบุคคลที่มีความหวังดีได้แนะนำเอาแวสงสว่างที่ท่านถืออยู่ในมือนำไปมอบให้ผู้ที่ตกอยู่ในความมืดที่กำลังคอยแสงสว่างมาถึงบุคคลที่นำเอาแสงสว่างอันนี้มอบให้กับพวกเราพวกเธอทั้งหลายที่มีดวงเทียนที่ไร้ซึ่งแสงสว่างจะน้อมรับเอาแสงสว่างอันนี้หรืดไม่ก็สุดแล้วแต่พวกเธอเพราะชีวิตเป็นของพวกเธอหากเธอไมรับไว้เธอก้ตกอยู่ในความมืดอย่างไม่มีมที่สิ้นสุด
ถ้าหากเธอเป็นผู้ฉลาดเป็นผู้มีสติปัญญาดีเธอคง
ปฏิเสธแสงส่วางที่บุคคลมีความหวังดีหยิบยื่นให้ด้วยความสำนึกของบุคคลผู้นั้นอย่างแน่แท้
แสงสว่างอันนี้จะมีค่าเมื่อถูกจุด
เช่นเดียวกับแสงสว่างแห่งดวงเทียนจะมีคุณค่าก็เมื่อบุคคลนั้นเป็นผู้มีตาดี
แสงสว่างไม่มีค่าเลยเมื่อบุคคลนั้นเป็นคนตาบอด
เปรียบชีวิต เฉกเช่นความมืด โยงใยยื้อแย่งแข่งความฝัน
จุดเทียนส่องสว่างกลางใจพลัน แสงเทียนนั้นส่องพิสุทธิ์ดุจแสงธรรม
เทียนที่จุดหมดไส้เมื่อไรดับ เมื่อเทียนกับชีวิตไม่ผิดผัน
อายุน้อยย่อยยับกับคืนวัน ลับล่วงพลัน ผันแปรไม่แน่นอน
ดุจแสงจ้า แจ่มจรัสกลางอาทิตย์ ทีละนิดวับวาว และวาบหวาม
เกิดแล้วดับ สลับไปไม่เว้นยาม อย่าหลงตาม เงาอัตตา เป็นบ้าไป
(เพลงสุรนารี เทียนพันเล่ม)
ดวงเทียนดวงนี้จะมีค่าเมื่อถูกจุด
เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์เมื่อเกิดขึ้นเมื่อเกิดขึ้นจะมีคุณค่าเมื่อบุคคลนั้นรู้จักสร้างสรรคุณงามความดีให้เกิดขึ้นและมีขึ้นเช่นเดียวกันกับชีวิตมนุษย์ของเรา
เธอจงมองดูดวงเทียนและประคับประคองมันไว้ในขณะเดียวกันต้องฟันฝ่าอุปสรรคเจออุปสรรคมากมายมีแรงลมหลายทิศทาง
ดวงเทียนดวงนี้อาจมีค่ายิ่งกว่าใครบางคนที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้จักสรรสร้างคุณงามความดีให้มีขึ้น
เยาวชนทั้งหลายแสงสว่าง
จะสว่างไสวที่สุดและมีค่าที่สุดคือแสงสว่างที่เกิดขึ้นท่ามกลางความมืด
เสียงที่ดังที่สุดคือเสียงที่ดังก้องกังวาลท้ามกลางความเงียบ
ธรรมจะมีค่าก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นตกอยู่ในความทุกข์และความมืดแสงสว่างจะมีค่าก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นอยู่ในความมืด
( กลอน เธอทั้งหลาย ดวงเทียนนี้ที่เธอเห็น….. )
เยาวชนทั้งหลาย ในขณะเดียวกันที่ดวงเทียนถูกจุดขึ้น ดวงเทียนถูกเผาไหม้
ให้ผู้ที่อยู่ในความเหน็บหนาวไส้เทียนนี้ถูกไหม้พร้อมกับแท้งเทียนสั้นลงๆน้ำตาเทียนก็หลั่งไหลออกมาหยาดหยดลงอาบแท่งเที่ยนแท่งนี้
( กลอน
เปลวเทียนละลายแท่ง เพื่อเปล่งแสงอันอำไพ
ชีวิตคนมลายไป เหลือสิ่งใดทิ้งไว้แทน
เปลวเทียนที่ทอแสง สว่างแจ้งทำลายตน
เปรียนเช่นเยาวชน สลายตนเพื่อความดี
เยาวชนทั้งหลาย…..
ดวงเทียนแห่งชีวิตเปรียบเสมือนชีวิตของใครบางคนที่ในขณะเดียวกันให้ชีวิตเธอออกมาเลี้ยงดูเธอมา
มอบแสงสว่างให้กับเธอตลอดออกมา แต่ในขณะเดียวกัน
ชีวิตเลือดเนื้อได้รับความทุกข์ความลำบากอุปสรรคปัญหามากมาย
ชีวิตยิ่งสั้นลงๆ เนื้อตัวก็ยิ่งเหี่ยวเฉาก้าวไปสู่ความตาย
บุคคลนี้ที่จะกล่าวถึงคือ คุณพ่อ คุณแม่
ครูบาอาจารย์ของเราบุคคลเหล่านี้เปรียบเสมือนบุคคลผู้ให้ชีวิตเราเปรียบเสมือนผู้ให้แสงสว่างให้เลือดเนื้อ
ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปรียบเสมือนแท่งเทียนที่ถืออยู่ในมือ นั่นคือ
แท่งเทียนแห่งชีวิต
ฉะนั้นเธอทั้งหลาย จงประคับประคองมันอย่าให้ดับหรือมอดไหม้ก่อนเวลาอันสมควร
(กลอน น้ำตาเทียนที่หลั่งริน ก่อนจะสิ้นซึ่งดวงเทียน…)
เยาวชนทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เปรียบเสมือน
บุคคลที่ให้เเสงสว่างกับเธอมาตลอด
ตั้งเเต่เธอเกิดมาได้มีคุณพ่อคุณแม่คอยอุปถัมภ์เลี้ยงดู
ให้ลูกหญิงลูกชายได้มีความเป็นอยู่อย่างเป็นสุขได้มีความเป็นอยู่เทียบเท่ากับบุคคลมากมายในสังคมเติบโตขึ้นมาก็มีครูบาอาจารย์เปรียบเสมือนพ่อแม่ที่สองคอยเลี้ยงดูคอยชี้ทางสว่างนำบนเส้นทางที่จะก้าวไปให้กับศิษย์ทั้งหลายให้วิชาความรู้
ให้ลูกศิษย์รู้จักอ่านตัวออกบอกตัวได้ใช้ตัวเป็น
บุคคลเหล่านี้เป็นแสงสว่างแห่งเทียนแท่งนี้ที่ถืออยู่ในมือ
เยาวชนทั้งหลายยังมีอีกคนหนึ่ง
บุคคลเหล่านี้เปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งสัตว์โลก
แสงสว่างแห่งแผ่นดินไม่ว่าบุคคลนี้จะอยู่ ณ สถานที่แห่งใด
หลายครั้งที่จะต้องเผชิญปัญหาในสังคมไทยในปัจจุบันนี้
บุคคลนี้เป็นผู้ที่เผชิญปัญหา กล้าคิด กล้าทำ หล้าตัดสินใจ
ออกมาปกป้องผืนแผ่นดิน บุคคลนั้นคือ พ่อหลวงของเรา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นศูนย์รวมของดวงใจของไทยทุกดวง
ในพระบรมราโชวาทของพระองค์แต่ละครั้งเป็นการตรัสให้ลูกหลานไทยมีจิตสำนึก
มีความกตัญญูต่อผืนแผ่นดินที่ตนอาศัยอยู่
กว่า70 พรรษาข องการมีพระชนชีพ พระองค์ไม่มีเวลาได้พักผ่อน
ตั้งแต่วันที่พระองค์ขึ้นครองราช พระองค์ได้ตรัสกับพสกนิกรปวงชนชาวไทยว่า
"เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงชนชาวสยามทุกหมู่เหล่า"
ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา ทุกย่างก้าวพระบาทที่พระองค์เสด็จไป
ถึงแม้ว่าหยาดพระเสโทจะหลั่งจะหลั่งไหลออกมาจากพระวรกาย
พระองค์ท่านไม่ทรงท้อพระหฤทัยในการเสด็จไป
เป็นโครงการหลายร้อยโครงการที่อยู่ในพระราชหฤทัยของพระองค์
เป็นโครงการที่นำเอาความสุข ความร่มเย็น
ความเพียบพร้อมมาให้กับลูกหลานไทยและพสกนิกรปวงชนชาวไทยที่อยู่ใต้บรมพฤกษ
พระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ใต้การปกครองของพระองค์
นี่คือความตั้งใจ ปณิธานอันเด็ดเดี่ยวของพระองค์


จุดเทียนอุดมการณ์
เยาวชนทั้งหลาย พ่อหลวงของเราไม่มีเวลาได้พักผ่อน
พระองค์ทำเพื่อใครทำแล้วได้ประโยชน์อะไร
เพราะชีวิตของพระองค์เหลืออีกไม่กี่พระชันษา(พรรษา)เท่านั้นที่จะต้องลาลับจากโลกนี้ไป
พระองค์กระทำเพื่อลูกหลานไทยเท่านั้นเอง
เราในฐานะที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย
เราเคยคิดที่จะตอบแทนบุคคลผู้ที่รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้และคิดที่จะตอบแทนผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่บ้างหรือไม่
ก็สุดแล้วแต่เธอ วันนี้และปีนึ้ โอกาสนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่เราจัดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้
ส่วนหนึ่งได้มาจากกำลังใจส่วนหนึ่งได้มาจากแรงบัลดาลใจมาจากพ่อหลวงพระองค์นี้
เป็นแรงใจในการทำงานตรงนี้วันนี้เราจะแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผืนแผ่นดิน
ต่อเจ้าของแผ่นดิน เราจะร่วมกันน้อมถวายดวงใจของพวกเรา ร่วมกันพัฒนา
สร้างสรรคุณงามความดีเพื่อปกป้องแผ่นดิน กอบกู้คุณธรรมให้กลับคืนมา
เยาวชนทั้งหลาย พ่อหลวงของเราไม่มีเวลาได้พักผ่อน พระองค์ทำเพื่อใคร
ทำแล้วได้ประโยชน์อะไรเพราะชีวิตของพระองค์เหลืออีกไม่กี่พระชันษา(พรรษา)เท่านั้นที่จะต้องลาลับจากโลกนี้ไป
พระองค์กระเพื่อลูกหลานไทยเท่านั้นเอง
เราในฐานะที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย
เราเคยคิดที่จะตอบแทนบุคลผู้ที่รักษาผืนแผ่นดินและคิดจะตอบแทนผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่บ้างหรือไม่
ก็สุดแล้วแต่เธอ วันนี้และปีนี้
โอกาสนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่เราจัดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้
ส่วนหนึ่งได้มาจากกำลังใจ
ส่วนหนึ่งได้มาจากแรงบันดาลใจมาจากพ่อหลวงพระองค์นี้
เป็นแรงใจในการทำงานตรงนี้
วันนี้เราจะแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผืนแผ่นดิน ต่อเจ้าของแผ่นดิน
เราจะร่วมกันน้อมถวายดวงใจของพวกเรา ร่วมกันพัฒนา
สร้างสรรคุณงามความดีเพื่อปกป้องผืนแผ่นดิน กอบกู้คุณธรรมให้กลับคืนมา
เยาวชนทั้งหลาย เราจงชูดวงเทียนของเราขึ้นสู่เศียรเกล้า
เราจะร่วมกันร้องเพลงเพลง…ภูมิแผ่นดิน…ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านพร้อมเพรียงกัน
(กลอน) องค์ภูมิพลราช อติชาติพร
อาทิตย์ทองสว่างแล้ว ดับสูญ
พระจันทร์กระจ่างแจ่มจำรูญ ลับฟ้า
น้ำพระทัยพระเพิ่มพูน แพรวพร่าง
แสงไม่ลับอ่อนล้า ไม่สิ้นสูญสลาย
ส่องสว่างลงกลางใจมืดสลัว
อบอุ่นทั่วแก่ดวงใจ ที่เหน็บหนาว
โปรยฉ่ำเย็นเป็นกำลังลงพร่างพราว
แก่ดวงใจ เจ็บร้าว ของแผ่นดิน
แผ่นดินธรรม ทรงครอง ฉลองราชย์
ไทยทั้งชาติ เกษมสุข ทุกที่ถิ่น
ห้าสิบปี พระเสโท โถมถั่งริน
จวบแผ่นดิน เปล่งประกาย ดังพรายทอง
แผ่นดินทอง แผ่นดินไทย ใต้เบื้องบาท
ประชาราษฎร์ รวมใจ เฉลิมฉลอง
ขอพระองค์ ทรงเจริญ ในครรลอง
คงสิริราชย์ แผ่นดินทองนิรันดร์เทอญ ฯ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า…….ขอถวายพระพร
ทีฆายุโก โหตุ…. ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยิ่งยืนนาน
(กลอน)เอาความดีเป็นแกนกลางทางชีวิต
เอาความคิดเป็นเครื่องช่วยอำนวยผลเอาแรงกายเป็นกลไกภายในตน
นี่แหละคนมีคุณค่าราคางาม
เยาวชนทั้งหลาย วันนี้เราได้น้อมถวาย
ดวงใจของพวกเราทั้งหลายแก่พ่อหลวงของเราซึ่งเป็นบุคลที่ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อผืนแผ่นดิน
เสียสละ ยอมสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์
เพื่อประโยชน์สุขของบุคลทั้งหลายมีความกรุณาอันยิ่งใหญ่
มีบุคลเทียบเท่าพระองค์น้อยเหลือเกิน
จะมีบุคลผู้มีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตา
กรุณาต่อบุคลผู้อาศัยบนผืนแผ่นดินนี้ ต่อสัตว์ทั้งหลาย ต่อ
ชาวไทยทั้งหลายมีน้อยเหลือเกิน มีแต่บุคลที่คอยแก่งแย่งชิงดี
มีแต่บุคคลที่คอยแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น คอยเอารัดเอาเปรียบ คอยข่มเหงกัน
ไขว่คว้าหาความสุขใส่ตัวกันส่วนมากโดยไม่มองดูบุคคลที่อยู่รอบข้าง
เราทั้งหลาย วันนี้เรามีดวงเทียนถืออยู่ในมือ
เปรียบเสมือนดวงเทียนแห่งแสงสว่าง นั้นคือ ..ดวงเทียนแห่งธรรมะ
เหมือนบ่งบอกว่า
เธอทั้งหลายน้อมรับแสงสว่างแห่งธรรมะที่คณะอาจารย์ได้หยิบยืนให้พวกเธอทั้งหลาย
(กลอน)เปลวเทียนทีแกวงไหวเหมือนใบอ้อ ยามลมล้อเอนพริ้วปลิวไสว
หนึ่งนาที ดวงเทียนแปรเปลี่ยนไป เหมือนวันใหม่หมุนเวียนพ้นเปลี่ยนมา
เปลี่ยนวันใหม่เปลี่ยนวัยใจไม่เปลี่ยน จะจุดเทียนคุณธรรมกำหนดผล
ทำความดี กอบเกื้อเพื่อทุกคน จะทำตนอุดมการณ์ในด้านดี
วันนี้ใหม่เริ่มต้นใหม่เป็นคนใหม่ จะทำสิ่งใด จงยึดหลัก แห่งศักดิ์ศรี
จงครองตนครองงาน สานไมตรี จงช่วยชี้ทางธรรมปวงประชา
ดวงเทียนน้อยน้อยหลายร้อยดวง ดูโชติช่วง งดงามอร่ามแสง
เปรียบดวงใจน้อยน้อยหลายร้อยแรง ได้พบแสงแห่งธรรมอันอำไพ
เทียนแท่งน้อย รวมไว้หลายร้อยดวง ดูโชติช่วงลุกโพลงสว่างไสว
เปรียบดวงใจ ดวงน้อยหลายร้อยใจ ดูยิ่งใหญ่เปี่ยมล้น ด้วยพลัง
ดวงเทียนน้อยๆ หลายร้อยดวง ดูโชคช่วงงดงามอร่ามแสง
แสงสว่างอันนี้เป็นแสงสว่างที่พระองค์ปรารถนาเหลือเกิน นั่นคือ
แสงสว่างแห่งความดี แสงแห่งอุดมการณ์เพื่อที่จะทำ
เพื่อผืนแผ่นดินประเทศชาติบ้านเมืองของตัวเอง
พระองค์ตรัสไว้ว่า ในสังคมไทยของเรา การอยู่ร่วมกันในสังคม
ความดีเท่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำทำทุกคน ทำพร้อมกัน
ทำอย่างไรหยุดหย่อน ถ้าหากหยุดไม่ยอมทำต่อ ความชั่วจะเข้ามาแทนที่
ความดีเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและเป็นสิ่งที่ผืนกับความต้องการ
ผืนกับกระแสของความชั่ว ต่อเมื่อมีความดีนำมาซึ่งความสุข
เป็นพระบรมราชโชวาท ตรัสให้กับพสกนิกรชาวไทยได้ถือประพฤติปฏิบัติ
บัดนี้ เธอทั้งหลายได้รับเอาแสงสว่างที่พระอาจารย์หยิบยื่นให้
หลายคนเหมือนจะบอกว่า อุดมการณ์ของหลายคนกำลังเกิดขึ้น
เดินตามรองเท้าขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เยาวชนทั้งหลาย
ในขณะเดียวกันแสงสว่างอันนี้ที่กระจัดกระจายอยู่เธอลองสังเกตดูแสงสว่างมันมีน้อยนิด
ถ้าหากว่าถูกแรงลมโหมกระหน่ำมาจากทิศใดทิศหนึ่งหรือทั้ง ๔ ทิศ
ดวงเทียนที่กระจัดกระจายอยู่คงไม่สามารถต้านทานแรงลมได้ แต่ถ้าหากว่า
ได้นำดวงเทียนที่ถืออยู่ในมือมาหลอมรว มกันไว้เป็นหนึ่งเดียว
เพื่อให้แสงสว่างได้มีพลัง เพื่อต้านทานแรงลมที่โหมกระหน่ำเข้ามา
แสงสว่างอันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อสายตาพร้อมขับไล่ความมืดให้จางหาย
มอบความอบอุ่นให้กับผู้ที่อยู่ในความเหน็บหนาว
พร้อมท้าทายอุปสรรค์และปัญหาได้
เยาวชนทั้งหลาย ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกับแสงสว่างแห่งดวงเทียนที่ถือ
อยู่ในมือ ในบางครั้งชีวิตคนเราต้องเจออุปสรรค์และปัญหา
ดวงเทียนดวงเทียนนี้เช่นกัน ต้องเจออุปสรรค์ คือ แรงลม แต่ในขณะเดียวกัน
ขอให้เธอจงก้าวไปถือเอาคุณงามความดีมาเป็นแกนกลางให้กับชีวิตของตัวเอง
(เพลง)
(กลอน) วันเปลี่ยนคน เกิดเป็นคนควรสร้างค่ามาต่อเติม
สิ่งใดเพิ่มดีหรือชั่วถามตัวเอง
เยาวชนทั้งหลาย (กลอน) พวกเธอต้องก้าวไปในโลกกว้าง
ไปเพื่อสร้างความดีอย่างที่หมาย
เหนื่อยอยากเพียงใดจะไม่ทำให้พ่อผิดหวังพระอาจารย์อยากเปรียบพวกเธอเหมือนกับดวงไฟดวงนี้ดวงไฟที่ฉายส่อง
มีนบ่งบอกว่า ชีวิตของเยาวชนกำลังเติบโตขึ้น
เพื่อนำพาสังคมไปสู่ความเจริญก้าวหน้าต่อไป
เยาวชนทั้งหลาย พวกเธอจงก้าวไป
(กลอน)เพราะเธอคือ ดวงใจที่ฉายส่อง เพราะเธอคือ ครรลองที่มุ่งหมาย เพราะเธอคือ
เปลวเทียนที่ละลายแท่งเพื่อเปล่งแสงอันอำไฟ …ชีวิตไร้สาระขนาดนี้
ยังไม่สายที่จะแก้ไข แม้ชีวิตเหลือน้อยสักเพียงใด
ชีวิตไร้สาระขณะนี้ ยังไม่สายเกินที่จะแก้ไข
แม้ชีวิตเหลือน้อยลงเพียงใด ควรภูมิใจที่ได้ทำดีทัน
มีคนเห็นหรือไม่เป็นไรเล่า ควรเลือกเอาความดีที่สร้างสรรค์
ใครจะเห็นหรือไม่ไม่สำคัญ ใจเรานั้นรู้ว่าเท่านี้พอ
ต้นไม้ให้ความร่มรื่นแก่ชีวิต นกตัวนิดให้เสียงเพลง แก่โลกหล้า
ดอกไม้น้อยยังให้ความชื่นบานตา แม้ต้นหญ้าก็ยังให้อ๊อกซิเจน
แล้วตัวเราที่เกิดมาในโลกนี้ ทำสิ่งดีใดไว้ให้โลกเห็น
กินนอนเล่นเท่านั้นหรือที่ทำเป็น ไม่ดีเด่นกว่าบรรดาต้นหญ้าเลยฯ
เยาวชนทั้งหลาย ในยามที่เหน็ดเหนื่อยท้อแท้
ในยามที่เจอปัญหาเข้าในเข้าในชีวิต เธอจงคิดถึงบุคคลคนหนึ่ง
คุณพ่อคุณแม่ของเธอ คิดถึงครูอาจารย์ คิดถึงเพื่อน
คิดถึงกิจกรรมในค่ำคืนนี้ที่ได้สร้างสรรร่วมกันบุคคลเหล่านี้เปรียบเสมือนแสงสว่างชี้นำชีวิตของเธอ
ดวงเทียนที่เธอนำมารวมกันไว้ บ่งบอกให้รู้ว่า .. กิจกรรมที่ทำในวันนี้
ได้ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ ต้องอาศัยกำลังมากมาย
กิจกรรมจะเสร็จสิ้นเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยการร่วมแรงร่วมใจจากบุคคลหลายฝ่าย
เสียสละทั้งกำลังความคิด กำลังกาย
คำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย
(กลอน) ทุกคนเกิดมาทั้งหญิงชาย รู้ดีถึงความหมาย..
เปรียบเสมือนดวงไฟฉายส่อง นำทางชีวิตของเราให้ได้พบกับความสำเร็จ
เพราะชีวิตครู บางคนเปรียบบางคนเปรียบครูเป็นช่างหม้อที่เพียรก่อเศษธุรีอันไม่มีค่า
ให้มีค่ามีความหมาย เป็นหม้อวิเศษ
ประจักษ์แก่สายตาของคนมากมายเป็นหม้อที่มีค่าให้คนทั้งหลายได้รองน้ำไว้ดื่มกิน
ครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง เปรียบครูไว้หลายสิ่งหลายอย่าง
ครูเปรียบเสมือนนักรบ เป็นแบบอย่างแห่งจิตวิญญาณจิตสำนึกหลายอย่าง
ถึงแม่ว่าเส้นทางยจะกันดาล อุปสรรค์มากมายไกลแสนไกล ครูก็ไปถึง
เพื่อนำพาผองชนให้ก้าวเดินต่อไป
เยาวชนทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เธอจงไปทดแทนบุคคลเหล่านี้ พ่อแม่ของเรา
คือครูบาอาจารย์ คือแบบอย่างคือครูที่ดีของเรา ที่เราควรตอบแทน
ถ้าเธอหากเธอได้นำแสงสว่าง นำเอาธรรมะ
ที่คณะพระอาจารย์หยิบยื่นให้ไปใช้ในสังคมไปมอบให้กับสังคม
สังคมเริ่มพบกับความหวัง เริ่มพบแสงสว่าง จงไปทำกับบุคคลที่อยู่ใกล้
สังคมจะน่าอยู่ยิ่งกว่าดวงเทียนที่เอามารวมกันไว้
ท้าทายอุปสรรค์แรงลมสวยสดงดงามอย่างแท้
ก่อนที่เปลวเทียนจะสิ้นสุดลง มันคงบ่งบอกหลายสิ่งหลายอย่างกับเราได้เป็นข้อคิด
ขออนุโมทนากับพวกเธอทุกคน ที่วันนี้ต่างมีจิตใจมุ่งมั่น
แสงสว่างที่เอามารวมกันไว้ตรงนี้ มันได้บ่งบอกหลายสิ่งหลายอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแตกต่างกับที่มันกระจัดกระจายกันอยู่
เพราะดวงเทียนที่กระจักกระจายกันอยู่ ไม่สามารถต้านทานแรงลมหรืออุปสรรค์
แต่ถ้า หากว่าเอามารวมกันแรงลมโหมกระหน่ำสักเพียงใดก็ไม่หวั่นไหว
ไม่ท้อแท้ พร้อมกับลุกโชดช่วงงดงามยิ่งนัก
นะโม ๓ จบ

ชีวิตคู่ : เรื่องรักสดใส

ชีวิตคู่ : เรื่องรักสดใส
นพ. สุกมล วิภาวีพลกุล

สามีภรรยาหลายคู่อยู่ร่วมชีวิตกันได้ยาวนาน...แต่อีกจำนวนมากกลับมิได้เป็นเช่นนั้น
เราพบว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการที่มีผลต่อความสัมพันธ์ ได้แก่
ความรู้สึก การสื่อสารและการปรับตัว

ความสัมพันธ์ = ความรู้สึก + การสื่อสาร + การปรับตัว

ความสัมพันธ์ของคู่สมรสจะมั่นคงหรือเปราะบาง
ก็พิจารณาที่เหตุปัจจัยสามอย่างนี้ โดยเริ่มที่"ความรู้สึก"
ที่มีต่อกันว่าเป็นบวกหรือลบ...เมื่ออยู่ใกล้กันแล้วมีความสุขใจ อบอุ่น
มั่นคง ผูกพัน (ความรู้สึกทางบวก) ตรงข้ามกับความหงุดหงิด รำคาญ
ขุ่นเคือง จนถึงความเคียดแค้นใจต่อกัน (ความรู้สึกทางลบ)
ความรัก (love)
คือความรู้สึกชื่นชมยินดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง
มากจนเกิดความปรารถนาขึ้น แล้วจึงแยกความปรารถนาเป็น 2 อย่าง ได้แก่
• "ความเมตตา" คือ ความรักที่ปรารถเป็นผู้ให้ (give) เป็นรักแท้ คือ
ความผูกพัน ปรองดอง ห่วงใย คิดถึง เห็นใจ เข้าใจ เอื้ออาทร เสียสละ
ให้อภัย
• "ความเสน่หา" คือ ความรักที่ปรารถนาเป็นผู้รับ (take)
มีรากฐานจากราคะที่ปลอมตัวมาในรูปของความรัก ได้แก่ ความต้องตา ติดใจ
หลงเสน่ห์ หลงใหล เคลิบเคลิ้ม คลั่งไคล้ โหยหา...
ความรักระหว่างหญิงชายที่มีเฉพาะความเมตตาอย่างเดียว
โดยปราศจากความเสน่หา ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตคู่
เพราะคบกันเป็นเพื่อนสนิทหรือกัลยาณมิตรก็เพียงพอ
ความรักที่สมบูรณ์ในคู่สามีภรรยา คือมีความเสน่หาเป็นพื้นฐาน
และต้องความเมตตามาประกอบกัน...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อใช้ชีวิตคู่ผ่านไปนานหลายสิบปี ความเสน่หาลดลง ความเมตตาต้องมากขึ้น

เราอาจแบ่งความรักเป็น 4 ระดับก็ช่วยให้จดจำได้ง่าย...ความรัก 4 เกรด ได้แก่
• เกรด 1 - รักใคร่ใฝ่กามา (lust) ปรารถนาเพียงสัมผัสสัมพันธ์ทางเพศ
แต่ไม่ต้องการความผูกพัน
• เกรด 2 - รักปรารถนามาคู่กัน (eros) ความรักใคร่ระหว่างหนุ่มสาว
ซึ่งอาจมีความหึงหวงตามมา
• เกรด 3 - รักปันแบ่งความสุข (well wish) หมั่นทำให้คนรักมีความสุข
หลีกเลี่ยงไม่ทำในสิ่งที่ทำให้คนรักเป็นทุกข์
และให้อภัยเมื่ออีกฝ่ายทำให้เสียใจหรือเจ็บใจ
• เกรด 4 - รักยอมทุกข์เพื่อสุขเธอ (devoted love) เป็นความรักแบบอุทิศ
ยอมเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อคนที่เรารัก
เครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาความรักจากเสน่หาไปเป็นความเมตตา
หรือบั่นทอนความรักให้จืดจางแล้วกลายเป็นความโกรธเคืองต่อกัน คือ
"การสื่อสาร"
การสื่อสารมี 2 รูปแบบ คือคำพูด (สื่อสารความคิด) และภาษากาย เช่น
น้ำเสียง แววตา สีหน้า ท่าทาง ระยะห่าง การสัมผัส (สื่อสารความรู้สึก)
ซึ่งแยกได้เป็น 2 อย่าง ได้แก่
• สื่อสารทางบวก (พูดหรือทำให้อีกฝ่ายมีความสุข) เพิ่มพูนความรัก
สร้างสรรค์ความสัมพันธ์เกิดพัฒนาการ
• สื่อสารทางลบ (พูดหรือทำให้อีกฝ่ายเป็นทุกข์) บั่นทอนความรัก
ผลสุดท้ายต้องอยู่ร่วมกันด้วยพันธนาการ
คู่สมรสที่สื่อสารทางบวกต่อกันอย่างสม่ำเสมอจะสามารถพัฒนาความรักแบบเสน่หาไปเป็นความเมตตา
ในทางตรงข้ามหากถนัดในการใช้การสื่อสารทางลบเป็นประจำจะค่อยๆทำลายความรู้สึกปรารถนาดีต่อกัน
และเพิ่มพูนความขุ่นเคืองใจให้มากขึ้น จนนำไปสู่การหย่าร้างแยกทางกัน
วัฒนธรรมไทยมีความพร่องในการสื่อสาร 3 ประการ ได้แก่
1. ไม่นิยมการสื่อสารทางกาย ไม่สัมผัส ไม่แตะต้องเนื้อตัวแม้แต่คนที่เรารัก
2. เมื่อเกิดความรู้สึกที่ดี ไม่ชื่นชมพฤติกรรมของอีกฝ่าย พูดชมกันไม่เป็น
3. สื่อสารทางลบ แม้มีความปรารถนาที่ดี ทำให้เสียความสัมพันธ์
เมื่อใดก็ตามที่คู่สมรสของเรามีการปฏิบัติบางอย่างที่ทำให้เราเป็นทุกข์
แทนที่จะตำหนิหรือด่าว่า
ควรใช้การสื่อสารทางบวกเพื่อให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งมีทั้งหมด
3 ขั้นตอน ได้แก่
1. พูดถึงสิ่งที่เขาทำ
2. พูดถึงความรู้สึกของเราที่เกิดขึ้น (โดยไม่ต้องมีการตัดสินว่าถูก -
ผิด, ดี - เลว)
3. พูดถึงสิ่งที่อยากให้เขาเปลี่ยนแปลง
ทั้งสามขั้นตอนนี้ต้องสื่อด้วยคำพูด
หลังจากที่เราจัดการกับอารมณ์ทางลบที่เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากพูดตอนที่ยังโกรธอยู่ ก็สร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่ายได้
แต่การที่คนสองคนที่แตกต่างกันต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องอาศัย
"การปรับตัว" เข้าหากัน…แทนที่จะเอาแต่ใจตนเอง
และคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นหรือทำในสิ่งที่เราต้องการ
การปรับตัว มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่
• การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง ให้เป็นไปตามความต้องการของอีกฝ่าย
• การปรับตัวให้ยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น
หรืออยู่กับสิ่งที่เขาเป็นอย่างไม่ต้องเป็นทุกข์
ส่วนหนึ่งของความล้มเหลวในชีวิตคู่ คือ ความคาดหวังสูงในคู่สมรส
อยากให้เขาเป็นหรือทำในสิ่งที่เราต้องการ
ซึ่งคนแต่ละคนก็มีลักษณะนิสัยหลายอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
นำไปสู่ความผิดหวัง
หากคู่สมรสไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้
การปรับตัวที่สำคัญของอีกฝ่ายคือลดความคาดหวังลง เปรียบเสมือน
"การไม่สามารถเพิ่มน้ำให้เต็มแก้วได้
จึงต้องลดขนาดแก้วให้พอดีกับปริมาตรน้ำที่มีอยู่"


ชีวิตคู่ : เรื่องใคร่สุขสม
นพ. สุกมล วิภาวีพลกุล

ความรักที่สมบูรณ์ในคู่สามีภรรยา
คือความเสน่หาที่มีความเมตตามาประกอบกันอย่างลงตัว มีทั้งการให้ (give)
และการรับ (take) ...อาศัยเครื่องมือที่สำคัญ
คือการสื่อสารทางบวกด้วยคำพูดและภาษากาย
พร้อมกับการปรับตัวเพื่อให้ความแตกต่างของคนทั้งสองอยู่ร่วมกันอย่างไม่เป็นทุกข์
เพศสัมพันธ์ในคู่สมรส
เป็นการสื่อสารความรักความเสน่หาด้วยภาษากายที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่มนุษย์สองคนจะกระทำต่อกันได้...เพราะหากปราศจากความรักต่อกันแล้ว
เพศสัมพันธ์นั้นไม่ต่างจากการใช้ร่างกายของอีกฝ่ายเพื่อเป็นเครื่องมือในการระบายความต้องการทางเพศของตน
ข้อเท็จจริงของเรื่องเซ็กซ์ก็คือ
มันมีผลกระทบทั้งทางบวกและลบต่อความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยา
กล่าวคือหากความสัมพันธ์ทางเพศไปได้ดีก็ช่วยให้สนับสนุนความรักความเสน่หาต่อกัน
แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องเพศหรือมีความบกพร่องเกิดขึ้น
อาจส่งผลบั่นทอนความสุขในชีวิตคู่สมรสได้
ตัวอย่างภาวะบกพร่องทางเพศของผู้หญิง เช่น
ภาวะช่องคลอดเกร็งตัวจนไม่สามารถร่วมเพศได้ (Vaginismus)
ภาวะเจ็บปวดเมื่อมีการร่วมเพศ (Dyspareunia)
ภาวะรังเกียจการมีเพศสัมพันธ์ (Sexual Aversion Disorder)
ทำให้ต้องปฏิเสธการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับสามี...อาจนำไปสู่ปัญหาการนอกใจ
จนในที่สุดชีวิตคู่อาจร้าวฉานได้
ปัญหาเรื่องเพศที่พบบ่อยในฝ่ายหญิง
คือการไม่สามารถถึงจุดสุดยอดจากเพศสัมพันธ์ได้ ซึ่งแยกเป็น 2 กรณี คือ
• หากสำเร็จความใคร่สามารถถึงจุดสุดยอดได้ แต่ร่วมเพศแล้วไม่ถึงจุดสุดยอด
มีสาเหตุ 4 ประการได้แก่
1. ภาวะจิตใจที่ไม่ผ่อนคลาย เช่น สิ่งแวดล้อมไม่เป็นส่วนตัว ความไม่พร้อมทางอารมณ์
2. สามีไม่เล้าโลม ทำให้ไม่มีการตื่นตัวทางเพศ
3. สามีร่วมเพศไม่ตรงจุด ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับท่วงท่าลีลารัก
เพื่อให้องคชาตเสียดสีที่คลิตอริสและบริเวณผนังด้านหน้าของช่องคลอดโดยตรง
4. ปัญหาความบกพร่องทางเพศของสามี ที่พบบ่อยได้แก่ โรคหลั่งเร็ว
และองคชาตไม่แข็งตัว
• หากสำเร็จความใคร่ก็ไม่ถึงจุดสุดยอด ร่วมเพศก็ไม่ถึงจุดสุดยอด
แสดงว่าเป็นปัญหาที่ภาวะความไวของระบบประสาท สามารถแก้ไขได้โดย
 ลดปัจจัยที่ยับยั้งการตื่นตัวทางเพศ เช่น ทัศนคติทางลบต่อเรื่องเพศ
เห็นว่ากิจกรรมทางเพศเป็นเรื่องสกปรกหรือผิดบาป
 เพิ่มการทำงานของระบบประสาทผ่อนคลาย เช่น ฝึกสมาธิ สะกดจิต กำหนดลมหายใจ
 เพิ่มการกระตุ้นให้ตื่นตัวทางเพศ เช่น กระตุ้นด้วยภาพเย้ายวน
หรือการสัมผัสทางผิวหนัง

ปัญหาเรื่องเพศที่พบบ่อยในฝ่ายชาย คือโรคหลั่งเร็ว
และภาวะบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต มีรายละเอียด ดังนี้

โรคหลั่งเร็ว (ล่มปากอ่าว หรือนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ) หมายถึง
การถึงจุดสุดยอดและมีการหลั่งน้ำอสุจิเกิดขึ้นหลังจากมีการกระตุ้นทางเพศเพียงเล็กน้อย
โดยเกิดขึ้นก่อนการสอดใส่ ขณะกำลังสอดใส่
หรือภายในระยะเวลาอันสั้นหลังจากสอดใส่
และเกิดขึ้นก่อนที่ผู้นั้นปรารถนาให้เกิดขึ้น
ทำให้เกิดเป็นทุกข์หรือก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตคู่
ปัจจุบันรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า ที่นิยมใช้ได้แก่ Fluoxetine,
Clomipramine, Sertraline และ Paroxetine
ซึ่งมีฤทธิ์ข้างเคียงไปลดความไวของเส้นประสาท
ทำให้หลั่งช้าลงและร่วมเพศได้นานขึ้น
แพทย์จึงใช้ฤทธิ์ข้างเคียงมาเป็นฤทธิ์ในการรักษาโรคหลั่งเร็ว
วิธีการกินยา คือให้กินต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อยประมาณ 3 – 6 เดือน
ต่อจากนั้นจึงลดเวลากินยาเหลือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
แล้วจึงค่อยลดลงเป็นกินเฉพาะวันที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์
โดยกินก่อนร่วมเพศ 3 – 4 ชั่วโมง
ในขณะที่ค่อยๆเพิ่มขนาดยาจนถึงระดับที่เพียงพอต่อการออกฤทธิ์

ภาวะบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต (มะเขือเผาหรือนกเขาไม่ขัน)
การรักษาที่สำคัญคือ ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิด และรักษาสาเหตุนั้น
• สาเหตุทางกาย (พบบ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป) ได้แก่
เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ฮอร์โมนเพศชายต่ำ
ฤทธิ์ข้างเคียงของยาบางชนิด อุบัติเหตุที่ไขสันหลัง
การผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน โรคพิษสุราเรื้อรัง การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน
• สาเหตุทางจิตใจ (มักเป็นในผู้ชายอายุน้อยกว่า 40 ปี) เช่น ความเครียด
อดนอน ภาวะซึมเศร้า ความประหม่า กังวล หรือปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตคู่
เช่น รู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจ รังเกียจ เบื่อหน่าย
หรือแม้แต่ความรู้สึกในทางบวก เช่น เทิดทูนบูชา เมตตา ทะนุถนอม สงสาร
ก็ทำให้เกิดภาวะองคชาตไม่แข็งตัวได้ (เรียกว่า Madonna - Whore Syndrome)
นอกจากการรักษาสาเหตุแล้ว อาจพิจารณารักษาอาการ (ไม่แข็งตัว) ให้ดีขึ้น
ซึ่งมีวิธีการมากมาย แต่ที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่ กินยา (Viagra, Levitra
และ Cialis) หรือใช้กระบอกสุญญากาศ

คู่สมรสที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้สม่ำเสมออย่างมีความสุข
เป็นตัวบ่งชี้ถึงสุขภาพทางกายและจิตที่ดี
แต่หากมีภาวะบกพร่องในเรื่องทางเพศอาจสะท้อนถึงปัญหาทางจิตใจหรือภาวะโรคทางกายที่ซ่อนเร้น
ในปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความบกพร่องที่เกิดขึ้น
และฟื้นฟูความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ (Marital life)
เพื่อให้สามีภรรยาถนอมรักไว้ให้ยั่งยืน
ก่อให้เกิดความสุขแก่สมาชิกในครอบครัว นำไปสู่ความเข้มแข็งทางสังคม

ทลายกำแพงแห่งความเบื่อ ของชีวิตคู่

ทลายกำแพงแห่งความเบื่อ ของชีวิตคู่

คนเราแต่งงานกันมา เจอหน้ากันตลอด ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
เห็นกันทุกซอกทุกมุม รู้นิสัยกันทุกสิ่งทุกอย่าง
เรียกว่าเห็นไส้เห็นพุงกันหมดแล้ว ความลับไม่เคยมีต่อกัน
บางทีแค่เจอหน้ายังไม่ทันพูด ก็รู้เรื่องกันไปซะหมด!
คิดในแง่ดีก็ต้องบอกว่านี่ถึงขีดสุดของชีวิตคู่แล้วล่ะ
ถ้าเข้าใจอีกฝ่ายกันได้มากขนาดนี้ ก็ดูจะน่าอิจฉาอยู่ในที
แต่คิดอีกทีก็ออกจะน่าเบื่ออยู่ไม่น้อย เหมือนกินข้าวกับกับข้าวเดิมๆ
ทุกวัน ใส่เสื้อผ้าแบบเดิมทุกวัน เดินทางเส้นทางเดิมทุกๆ วัน
อะไรซ้ำๆ เดิมๆ ก็พาลจะเบื่อเอาได้ไม่ยากอยู่แล้ว เจ้าความเบื่อนี่ล่ะ
มันสามารถพัฒนาให้กลายเป็นกำแพงแห่งความแบ่งแยกในชีวิตคู่ได้ง่ายๆ
ว่าแล้วเราก็มาทะลายกำแพงด้วยการทำให้ชีวิตคู่ดูซูซ่าขึ้นมาดีกว่าค่ะ
7 วิธี ให้ชีวิต (คู่) นี้ไม่น่าเบื่อ
1. ออกเที่ยวด่วน!
เมื่อไหร่ที่ชีวิตคู่ดูน่าเบื่อสุดๆ
ให้รีบหักดิบด้วยการลาพักร้อนไปเลยค่ะ เป็นการให้ยาแรงก่อนที่โรคจะลาม
อ้อ...อย่าลืมเตรียมการเที่ยวให้ดีด้วยนะคะ เคล็ดลับง่ายๆ คือ
เลือกที่เที่ยวที่เหมาะกับคู่ของเราด้วย จะแอดแวนเจอร์หรือเที่ยวแบบสบายๆ
ก็ต้องบอกอีกฝ่ายให้เห็นด้วยด้วยนะจ๊ะ
เพราะเดี๋ยวถ้าไม่สบอารมณ์จะกลายเป็นทริปทะเลาะที่อะไรๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจ
คราวนี้เห็นทีจะแย่ลงเห็นๆ
การได้ท่องเที่ยว เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ
อย่างน้อยสิ่งแวดล้อมรอบกายก็เปลี่ยนไป
น่าจะเพิ่มความตื่นเต้นในชีวิตได้ไม่มากก็น้อย
บางทีอาจจะทำให้คนข้างกายที่เห็นได้ทุกวัน ดูเปลี่ยนไปก็ได้นะคะ

2. เซอร์ไพร์สบ้าง
การเซอร์ไพร์สไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ทำได้เฉพาะแฟนหรือคู่รักเท่านั้นนะคะ
แต่ยังสามารถทำกับสามี/ภรรยาของคุณได้อีกด้วย
ใครที่ไม่เคยเซอร์ไพร์สสามีหรือภรรยาเลย ก็ลองดูสักครั้ง
อาจจะไม่ต้องรอให้ถึงเทศกาลก็ได้
เพียงแค่วันพิเศษอะไรสักวันหนึ่งที่รู้กันสองคน
เท่านี้อีกฝ่ายก็ปลื้มจะแย่แล้วล่ะค่ะ
ส่วนใครที่เซอร์ไพร์สบ่อยซะจน อีกฝ่ายไม่ไหวจะตกใจแล้ว
ก็เป็นงานยากสักนิดค่ะ เพราะคุณต้องคิดมุกที่เหนือชั้นเข้าไปอีกขั้น
อาจจะต้องขอความร่วมมือจากคนอื่นๆ ในครอบครัว เช่น
พ่อแม่คุณหรืออีกฝ่ายรวมถึงลูกๆ หรือเพื่อนๆ
แล้วสร้างเรื่องสร้างราวให้มันเนียนๆ หน่อย แบบว่าจัดชุดใหญ่
ที่สำคัญเซอร์ไพร์สนี้ต้องสำคัญและไม่ทำพร่ำเพรื่อด้วยนะคะ

3. เปลี่ยนที่ เปลี่ยนทาง
สำหรับใครที่ไม่รักที่จะเที่ยวหรือไม่ไหวจะเซอร์ไพร์ส ลองทำอะไรง่ายๆ
ใกล้ตัวก็ได้ค่ะ ใช้ความติดบ้านของคุณให้เป็นประโยชน์
ลองปรับเปลี่ยนบ้านง่ายๆ ด้วยการจัดห้องใหม่ แต่งบ้านใหม่
หรือเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ
ภายในบ้านให้มันดูแปลกแหวกแนวไปบ้าง
เท่านี้ก็ทำให้บรรยากาศในบ้านไม่น่าเบื่อแล้วค่ะ
เรียกว่าเป็นวิธีที่ไม่ต้องลง ทุนมาก แต่ได้ผลเยอะ
ที่สำคัญงานนี้เปลี่ยนได้เรื่อยๆ ไม่มีมันหมด
แถมบางทีอาจเป็นการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้คุณได้อีกด้วยนะคะ

4. พูดกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
การพูดคุยเป็นการเปิดประตูเพื่อเรียนรู้เรื่องราวระหว่างกันได้มากที่สุด
อยู่แล้วนะคะ แต่บางคู่ก็ใช้การพูดเยอะเกินจนกลายเป็นความขัดแย้งได้
เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ที่จะพูดอย่างสร้างสรรค์
ถ้าอีกฝ่ายไม่เคยเปิดประเด็นก่อน คุณลองให้เขาหรือเธอเปิดประเด็นบ้าง
ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยการเบี่ยงประเด็น
หรือหยุดสนทนาแบบนิ่มนวลด้วย
บางประเด็นธรรมดาๆ แต่ก็อาจจะไม่ธรรมดาขึ้นมาก็ได้
เพราะการได้พูดได้คุยแบบจริงจัง อาจจะทำให้เราเห็นมุมอง ความคิด
วิสัยทัศน์ และทัศนคติ ของอีกฝ่ายในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนก็เป็นได้


5. ย้อนวัย อะไรก็ดูดี
ลองทำอะไรแบบที่เคยทำเมื่อนานมาแล้วดูบ้างสิคะ
อาจจะทำให้ชีวิตคู่ของคุณกระชุ่มกระชวยขึ้นมาก็เป็นได้
ลองนึกถึงตอนที่จีบกันใหม่ๆ ลองทำอะไรแบบนั้นดูอีกครั้ง
คุณจะได้สัมผัสถึงความหอมหวานของอดีตที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำของคุณ
แน่นอนค่ะ
ลองขี่จักรยานด้วยกัน ไปดูหนัง ไปทานข้าว ทำเหมือนเดทกันวันแรกดูอีกครั้ง
ยิ่งถ้าได้สถานที่เดิมๆ (ถ้ายังอยู่) ที่เคยไปเที่ยวด้วยกัน
ยิ่งได้บรรยากาศใหญ่เลยค่ะ คู่ไหนมีลูกแล้ว
ให้ลองพาเจ้าตัวเล็กไปด้วยก็ได้ค่ะ
ให้เค้าได้ซึมซับบรรยากาศของสถานที่ที่เป็นตำนานรักของพ่อแม่
แค่คิดก็โรแมนติกมากแล้วล่ะค่ะ

6. ฮันนีมูนไม่ได้มีได้ครั้งเดียว
การฮันนีมูน ไม่ได้มีได้แค่หลังแต่งงานหรือช่วงครบรอบแต่งงานเท่านั้นนะคะ
การได้หาเวลาปลีกตัวไปสองต่อสองบ้าง
เป็นการเพิ่มพลังชีวิตคู่ได้มากทีเดียวค่ะ
ฮันนีมูนนี้ต่างจากไปเที่ยวที่ทริปนี้ต้องมีแค่คุณสองคนเท่านั้น
บางคู่อาจจะชอบไปฮันนีมูนในที่ เดิมๆ อยากให้ลองหาที่ใหม่ๆ ดูบ้าง
บรรยากาศโรแมนติกไม่ได้มีอยู่แค่ที่ทะเลหรือภูเขาเท่านั้นนะคะ
ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปนอนกระท่อมในฟาร์ม หรือโรงแรมหรูๆ มากๆ
บางทีแค่กระท่อมท่ามกลางอากาศบริสุทธ์ หรือการขลุกอยู่แต่ในห้องของโรงแรม
ก็ช่วยเพิ่มพลังรักได้อย่างไม่น่าเชื่อ!

7. อย่าลืมส่งการบ้านบ่อยๆ
กิจกรรมหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ของชีวิตคู่ก็คือความโรแมนติกบนเตียงนี่
ล่ะค่ะ ไม่ว่าการบ้านคู่ไหนจะช้าแต่ชัวร์ จะส่งเป็นประจำ หรือนานๆ
จะทำส่งที บางคู่ก็ส่งบ่อย บางคู่ก็ส่งเร็ว ส่งไว
จะส่งอย่างไหนก็ไม่ว่ากัน เพราะที่สำคัญคืออย่าขาดส่ง!
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการหาความแปลกใหม่ให้กับกิจกรรมรักของทั้งคุณและคู่
แต่จะเลือกใช้แบบไหนก็ต้องถามอีกฝ่ายด้วยนะคะ
เพราะกิจกรรมนี้มันต้องทำร่วมกัน จะสนุกอยู่ฝ่ายเดียวมันก็ไม่ใช่
ส่วนกลเม็ดเคล็ดลับอะไรๆ ก็มีบอกกันมากมาย
เรียนรู้กันได้ไม่ยากแล้วนะคะสมัยนี้

7 วิธีที่บางทีอาจจะช่วยเพิ่มพลังชีวิตคู่คุณให้สดใสได้ไม่มากก้น้อย
จะทำทุกอย่าง หรือเลือกแต่สิ่งที่เหมาะสมก็ได้
เพราะยังไงคุณก็รู้จักชีวิตคู่ของคุณได้ดีที่สุด
สำหรับคู่ไหนที่รักกันดีก็ของให้วิธีเหล่านี้ช่วยเพิ่มให้ระดับความรักสูง
ขึ้นไปส่วนคู่ไหนที่ยังมีเรื่องตึงๆ
ค้างคาอยู่ในจิตใจลองเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้
น่าจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีได้ค่ะ

การเรียนรู้ตลอดชีวิต

Management # 66
การเรียนรู้ตลอดชีวิต
(Lifelong Learning)


แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในฐานะที่เป็นยุทธศาสตร์การศึกษา
เกิดขึ้นเมื่อประมาณกว่า 30 ปีมาแล้ว ภายใต้ความพยายามของ OECD UNESCO
และสภายุโรป (Council of Europe)
เป็นการสนองต่อความบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีต
ในขณะที่บุคคลเรียนรู้ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่
โอกาสทางการศึกษามีขีดจำกัดในช่วงเริ่มแรกของชีวิต
ที่ครอบงำโครงการศึกษาที่เป็นทางการ (Formal Education)
จึงมีความจำเป็นที่จะให้โอกาสที่สองแก่คนที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น
การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่เพียงหมายถึงการศึกษาผู้ใหญ่ (Adult Education)
เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการเรียนรู้ทุกรูปแบบตลอดช่วงชีวิตอีกด้วย
บทความชิ้นนี้นำเสนอความหมายเชิงนโยบายที่ตรงประเด็นของแนวคิด
"การเรียนรู้ตลอดชีวิต"

อะไรคือคุณลักษณะพิเศษของแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องมีมุมมองแบบองค์รวม (Comprehensive View)
ที่ครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้ทุกด้าน
โดยมีเป้าหมายที่จะปรับปรุงความรู้และความสามารถในการแข่งขันของบุคคล
ที่ปรารถนาเข้าร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้คุณลักษณะ 4
ประการของแนวคิดการเรียนรู้ ได้แก่
1. มีมุมมองอย่างเป็นระบบ
สิ่งนี้คือคุณลักษณะที่พิเศษที่สุดของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
กรอบแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply)
ของโอกาสการเรียนรู้ ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่มีความเชื่อมโยงกัน
ซึ่งครอบคลุมวงจรชีวิตทั้งหมด และประกอบด้วยรูปแบบ ต่าง ๆ
ของการเรียนรู้ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
2. มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการเปลี่ยนจากมุ่งเน้นด้านอุปทาน
(Supply) เป็นศูนย์กลาง ในรูปแบบการจัดการศึกษาเชิงสถาบันที่เป็นทางการ
ไปสู่ด้านอุปสงค์ (Demand) ที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก

3. มีแรงจูงใจที่จะเรียน
ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ที่มีความต่อเนื่องตลอดชีวิต
ทั้งนี้ต้องมุ่งเน้นที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ที่ตนเองเป็น
ผู้ชี้นำ
4. มีวัตถุประสงค์ของนโยบายการศึกษาที่หลากหลาย
มุมมองวงจรชีวิตที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการศึกษาที่หลากหลาย อาทิ
การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาความรู้ วัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรม และการจัดลำดับความสำคัญของวัตถุประสงค์เหล่านี้
อาจเปลี่ยนไปใน แต่ละช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง

ทำไมการเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีความสำคัญ
พลังผลักดันที่สำคัญทางสังคม
เศรษฐกิจจำนวนมากสนับสนุนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตกระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของการทำงานและตลาดแรงงานและโครงสร้างอายุประชากร
เป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อความจำเป็นที่จะต้องมีการยกระดับทักษะการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง
ความต้องการก็เพื่อ Treshold
ที่ยกระดับของทักษะเช่นเดียงกับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในธรรมชาติของทักษะ
แรงกระตุ้นของกิจการเพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นส่งผลต่อสภาพการทำงาน
มีแนวโน้มที่จะมีการจ้างงานระยะสั้นในตลาดสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของตลาดได้ง่าย
และวัฎจักรสินค้าที่สั้นลง
งานอาชีพลดลงและบุคคลประสบกับความเปลี่ยนแปลงในเรื่องงานดีขึ้นในช่วงชีวิตทำงาน
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างกว่างขวางกำลังคุกคามขั้วใหม่ระหว่างสิ่งที่ความรู้มีและสิ่งที่ความรู้ไม่มี
ในทางกลับกันสิ่งนี้อาจคุกคามรากฐานของประชาธิปไตยด้วยโอกาสในการฝึกอบรมในภายหลังนั้น
ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของแต่ละบุคคลที่ข้ามาสู่การจ้างงาน
และโอกาสการเรียนรู้เปิดกว้างแก่ ผู้ว่างงาน
ลูกจ้างในสถานประกอบการขนาดเล็ก
และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคมกลับยิ่งน้อยกว่าลูกจ้างในสถานประกอบการขนาดใหญ่มาก
ความไม่เท่าเทียมกันนี้ (Disparities)
สะท้อนช่องว่างรายได้ระหว่างผู้มีวุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
และผู้ที่ไม่มีวุฒิดังกล่าว และช่องว่างนั้นยิ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
การลงทุนในการศึกษาแะการฝึกอบรมที่จะสนองต่อยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิตก็เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางสังคมและเศรษฐกิจโดยก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนบุคคลผู้ประกอบการ
และเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
สำหรับบุคคลแล้วการเรียนรู้ตลอดชีวิตมุ่งเน้นที่การสร้างสรรค์ การริเริ่ม
และความรับผิดชอบ ซึ่งส่งผลให้เกิดการตอบสนองต่อตนเอง
งานที่ดีขึ้นรายได้ที่เพิ่มขึ้น นวัตกรรมใหม่ ๆ
และเพิ่มความสามารถในการผลิตมากขึ้นด้วย
ทักษะและศักยภาพของแรงงานเป็นปัจจัยหลักในผลงานและความสำเร็จของสถานประกอบการ
สำหรับเศรษฐกิจ
แล้วมีความสัมพันธ์ที่สนับสนุนกันระหว่างการได้รับการศึกษาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอะไรคือผลเชิงนโยบายของแนวคิดนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่และผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น
นอกเหนือจากสิ่งที่เป็นทางการ
ดังนั้นกิจกรรมการเรียนรู้ของวัยรุ่นและผู้ใหญ่จึงอยู่นอกเหนือขอบเขตที่มีการบันทึกไว้
นอกจากการวัดเชิงปริมาณแล้วประเด็นเชิงคุณภาพและความก้าวหน้าของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบโครงสร้างเชิงสถาบัน เชิงกฎหมาย
และเชิงนโยบาย เอื้อต่อการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ดีอย่างไร

แผนภูมิที่ 1 การมีส่วนร่วมในการศึกษาและการฝึกอบรมในช่วงชีวิตของประชากร
ในกลุ่มประเทศ OECD
ร้อยละของประชากรที่เข้าศึกษาแบบเป็นทางการ (อายุระหว่าง 3 – 29 ปี )
และเข้าร่วมในการศึกษาผู้ใหญ่และการฝึกอบรม (อายุระหว่าง 16 – 66) ปี ใน
18 ประเทศ, 1998

ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม แคนาดา สาธารณรัฐเชค เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมัน
ฮังการี ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส
สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา
ที่มา: OECD Education Database and International Adult Literacy Survey Database

แผนภูมิที่ 1 แสดงให้เห็นการเข้าสู่การศึกษาที่เป็นทางการ
และการมีส่วนร่วมในการศึกษาผู้ใหญ่และการฝึกอบรม
(การมีส่วนร่วมบางครั้งของผู้ที่มีอายุระหว่าง 16 - 65
ปีก็มีช่วงระยะเวลากว่า 12 เดือน)
แผนภูมิดังกล่าวชี้ให้เห็นผลของความพยายามของ 18 ประเทศในกลุ่ม OECD
ที่ได้ทุ่มเทมาตลอด 3 ทศวรรษ ในการจัดการศึกษาและการฝึกอบรม
ประชากรเกือบทั้งหมดจบการศึกษาระดับมัธยม ในจำนวนนี้ร้อยละ 50
เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
และประชากรที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนมากเข้าร่วมกับการศึกษาที่ไม่เป็นทางการ
อย่างไรก็ตามยังคงมีช่องว่างเกิดขึ้น จากการเก็บข้อมูลในช่วง 12
เดือนที่แสดงในแผนภูมิที่ 1 ชี้ให้เห็นว่า 2 ใน 3
ของประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ในประเทศส่วนใหญ่ของ OECD
ไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดขึ้น
ช่องว่างใหญ่ที่สุดอยู่ที่ปลาย 2 ด้าน ได้แก่
เด็กเล็กและผู้ใหญ่ที่สูงวัย
ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศในกลุ่ม OECD นั้น
น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเด็กเล็กเข้าร่วมโครงการก่อนวัยเรียนก่อนวัย 4 ขวบ
เด็กก่อนวัย 3 ขวบที่เข้ามาร่วมก็แตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ
ประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดการศึกษาในวัยเด็กเล็กได้อย่างเหมาะสม
ซึ่งยังคงต้องปรับปรุงการเข้าถึงบริการด้านการศึกษาเหล่านี้
รวมถึงการยกระดับคุณภาพ
และการกำหนดแนวทางที่โครงการก่อนวัยเรียนจะอยู่ในรูปแบบของหุ้นส่วนกับครอบครัวของเด็กเหล่านี้
สำหรับประชากรผู้ใหญ่นอกระบบการศึกษา
มีปัญหาใหญ่ในเรื่องการขาดทักษะและความสามารถของแรงงานในกลุ่มประเทศ OECD
จากการสำรวจของ International Adult Literacy Suevey (IALS) 1 ใน 4
หรืออาจมากกว่านี้ของประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ มีทักษะอยู่ในระดับต่ำสุด
การเข้าถึงการฝึกอบรมเพื่อทำงานมีแนวโน้มเกิดความไม่เท่าเทียมกันในการสำเร็จการศึกษา
ยิ่งกว่านั้นระบบการศึกษาที่เป็นทางการ
ถ้าไม่สนับสนุนก็ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของวัยแรงงานและผู้สูงอายุ
มีปัญหาเกิดขึ้นในการจัดการศึกษาระดับมัธยมและอุดมศึกษาเช่นเดียวดัน
ที่ระดับมัธยมนั้นกลับไม่มีความก้าวหน้าในรอบ 30
ปีที่ผ่านมาในผลการยกระดับการศึกษา
ในระดับอุดมศึกษาการมีส่วนร่วมของคนหนุ่มสาวในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน
ตั้งแต่ร้อยละ15 ไปจนถึงร้อยละ 30
อย่างไรก็ตามหลายประเทศตื่นตัวที่จะขยายการมีส่วนร่วมในช่วง 2
ทศวรรษที่ผ่านมา
จากข้อมูลในแผนภูมิที่ 1 สามารถแบ่งประเทศต่างๆ ในกลุ่ม OECD ออกได้เป็น
4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประเทศ Nordic ที่มีการจัดการเรียนรู้ได้ยอดเยี่ยม
กลุ่มประเทศคานาดา สาธารณรัฐเช็ก เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และนิวซีแลนด์
ที่จัดการเรียนรู้ได้ดีแต่ยังคงมีช่องว่าง กลุ่มประเทศออสเตรเลีย
สวิสเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
ที่จัดการเรียนรู้ได้ไม่ดีนัก และสุดท้ายกลุ่มประเทศไอร์แลนด์ ฮังการี
โปรตุเกส และโปแลนด์ ที่จัดการเรียนรู้ใด้แย่มาก

จะนำยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิตไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร
การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
ที่จะบรรลุผลได้ก็ต้องสร้างความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและต้องใช้เวลายาวนาน
ในขณะที่แนวคิดนี้ต้องได้รับการสนับสนุนและดำเนินการอย่างจริงจังจากฝ่ายการเมือง
ที่จะต้องบรรจุเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล
มีหลักฐานข้อเท็จจริงน้อยมากที่ชี้ให้เห็นว่ามีความจริงใจที่จะสร้างการเรียนรู้ที่เป็นระบบ
กรอบแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ให้ทิศทางที่ชัดเจนในการปฏิรูปนโยบาย
กรอบแนวคิดนี้เสนอให้มีการดำเนินการที่เป็นระบบใน 5 เรื่อง ดังนี้
1. ปรับปรุงการเข้าถึง คุณภาพ และความเป็นธรรมในการเรียนรู้
2. สร้างรากฐานที่มั่นคงด้านทักษะสำหรับทุกคน
3. ให้ความสำคัญกับทุกรูปแบบของการเรียนรู้
ไม่เพียงเฉพาะการศึกษาที่เป็นทางการ เท่านั้น
4. จัดสรรทรัพยากร และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจากทุกภาคส่วน
สนับสนุนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นทุกช่วงเวลาในชีวิต
5. ความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ปรับปรุงการเข้าถึง คุณภาพ และความเป็นธรรมในการเรียนรู้
ช่องว่างการเข้าถึงเป็นปัญหาหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเด็กเล็กและโอกาสการเรียนรู้ของผู้ใหญ่
ซึ่งรวมถึงแนวคิดคุณภาพของโอกาสการเรียนรู้
ความหลากหลายของการจัดการเรียนรู้
ที่ระดับมัธยมนั้นการเพิ่มความหลากหลายและทางเลือกของวิธีการเรียนรู้
สามารถช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จการศึกษา
และเยียวยาความบกพร่องจากชั้นประถมได้
ความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นนี้ยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนของเยาวชนอีกด้วย
ซึ่งเป็นจุดพลิกผันสำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ที่ระดับอุดมศึกษาการเข้าศึกษาต่อจะเพิ่มขึ้น
หากความหลากหลายของระบบอุดมศึกษามีเพิ่มขึ้น
ความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดได้หลายวิธี:
จัดการศึกษาที่ไม่จำกัดเฉพาะในมหาวิทยาลัย
จัดหลักสูตรระดับปริญญาระยะสั้น สร้างมหาวิทยาลัยวิชาชีพ
สนับสนุนมหาวิทยาลัยเอกชน ขายาโอกาสการเรียนรู้ทางไกล
และจัดหลักสูตรให้มีหลายระดับ
เป้าหมายของการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อทุกคนนั้น
ให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการเรียนรู้
การขยายโอกาสทางการศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยลดความแตกต่างของอัตราการมีส่วนร่วมของกลุ่มที่มีความแตกต่างทางสังคมเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ
มีปัจจัยที่เป็นระบบอย่างมีนัยสำคัญของความไม่เท่าเทียมกันนี้
รวมไปถึงความเสี่ยงจากช่องว่างของโลกดิจิตอล(Digital Divide)
และวัฏจักรแห่งความเลวร้าย (Vicious Circle)
บุคคลที่มีการศึกษาดีเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้ในช่วงชีวิตของพวกเขา
ความไม่เท่าเทียมกันเหล่านี้ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน
การให้แต่ละคนมีการศึกษาดีนั้นเป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่ง
ในพื้นที่ทางการศึกษาของเด็กเล็ก
ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อเป็นหลักประกันว่าเด็กเหล่านี้จะมีพื้นฐานที่ดีในการเจ้าสู่การศึกษาระดับถัดๆ
ไปที่จะไม่กลายเป็นกลุ่มด้อยโอกาสต่อไป
สำหรับผู้ใหญ่ในวัยแรงงานนโยบายที่เกี่ยวข้องต้องไม่มุ่งเน้นแต่เพียงโครงการฝึกอบรมพนักงานเท่านั้น
แต่ต้องให้ความสำคัญกับงานและสถานประกอบการด้วย
ในแนวทางที่สร้างบรรยากาศให้เกิดการพัฒนาความสามารถและการเรียนรู้
สถานที่ทำงานที่มีบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีสร้างได้หลายวิธี:
โครงสร้างที่มีการกระจายอำนาจและมีข่วงชั้นการบังคับบัญชาน้อย
ในรูปขององค์กรที่แบนราบ (Flat Organisation)
สนับสนุนให้พนักงานสามารถสะท้อนประสบการณ์ของตนได้ การใช้การผลิตเป็นทีม
(Team-based Production)
และเปิดโอกาสให้พนักงานให้ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อปัญหาใหม่ๆ ในการผลิต
ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิตก่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยลดอุปสรรคต่างๆ
เพื่อเปิดโอกาสกว้างในการเรียนรู้
ยุทธศาสตร์นี้มีบทบาทสำคัญในการทำลายวงจรแห่งการเสียเปรียบ
และเพิ่มการสนับสนุนความเข้มแข็งทางสังคม
การปรับปรุงด้านความเป็นธรรมและลดต้นทุนระยะยาว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
และยังช่วยขยายการเรียนรู้ตลอดชีวิตสู่ทุกคนอีกด้วย
นโยบายนี้พุ่งเป้าไปที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
สร้างเงื่อนไขสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ควบคู่ไปกับการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ตลาดแรงงาน สังคม
และสิ่งแวดล้อม

สร้างรากฐานที่มั่นคงด้านทักษะสำหรับทุกคน
แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเสนอกระบวนทัศน์ที่กว้างขวางด้านการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง
ที่ต้องการ ทั้งการเข้าถึงที่เปิดกว้างต่อบริการการศึกษา
แต่ยังต้องปรับปรุงแรงจูงใจของกลุ่มคนหนุ่มสาวเยาวชนที่จะเรียนรู้
และมีขีดความสามารถที่จะเรียนโดยอิสระ ทักษะขั้นพื้นฐาน
เป็นสิ่งจำเป็นต่อทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่
แรงจูงใจที่จะเรียนสร้างขึ้นได้หลายวิธีในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ:
โดยเปิดโอกาสกว้างสำหรับการเรียนรู้ชั้นมัธยมปลายในที่ทำงาน
โดยโครงการอาชีวศึกษาที่หลากหลายและโอกาสรวมการเรียนในห้องเรียนกับการเรียนในที่ทำงาน
โดยเสริมสร้างความร่วมมือกับสถาบันต่างๆ นอกโรงเรียน
โดยการสร้างบรรยากาศการเรียนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
(Learner-centered Pedagogy) โดยทำให้นักเรียนรู้สึก สนุกสนาน
และมีความมั่นใจในโรงเรียน
ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่จะได้แรงจูงใจเป็นอย่างมากอย่างมากจากการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับประสบการณ์ในอดีตและชีวิตของพวกเขา
เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาที่แท้จริง ทางเลือก และสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้
ซึ่งต้องพัฒนาวิธีการให้ความรู้ที่ปรับให้เข้ากับสิ่งที่เขาต้องการ
สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ความยืดหยุ่นของขั้นตอนต่างๆ
ซึ่งต้องปรับให้เข้ากับสภาพของผู้เรียนแต่ละคน

ให้ความสำคัญกับทุกรูปแบบของการเรียนรู้
การเรียนรู้มีหลายรูปแบบและเกิดขึ้นได้หลายวิธี
จากหลักสูตรที่เป็นทางการในโรงเรียนหรือวิทยาลัย ไปจนถึงประเภทต่างๆ
ของประสบการณ์ในครอบครัว ชุมชน และที่ทำงาน รูปแบบต่างๆ
ของการเรียนรู้ต้องรวบรวมขึ้นมาและได้รับการพิจารณา
โดยสอดคล้องกับเนื้อหาสาระ คุณภาพ และผลลัพธ์
มากกว่าเรื่องสถานที่และรูปแบบ
การให้ความสำคัญต่อสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาและเศรษฐกิจที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้
ประการแรก ให้ความสำคัญยิ่งขึ้นกับการเรียนระบบที่มีการให้วุฒิ
ซึ่งวุฒิบัตรเหล่านี้เป็นใบเบิกทางในการเรียนต่อและการทำงาน ประการที่สอง
เส้นทางที่ดีขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องการของสาขาการศึกษาต่างๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงทางตันในการศึกษา ประการที่สาม
ผู้เรียนต้องการเครื่องมือนำทางที่ดีขึ้น
ที่ให้เขาได้รับข้อมูลข่าวสารและการแนะแนวที่จำเป็น
ในการได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากโอกาสการเรียนรู้ที่กว้างขวางขึ้น
ประการแรก คือ การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการ
ที่สามารถลดต้นทุนการเรียนรู้ได้
โดยช่วยลดระยะเวลาการศึกษาและเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการมาตรฐานและผลลัพธ์ของการเรียนรู้
การเรียนรู้ดังกล่าวต้องสามารถประเมินได้
รวมถึงข้อตกลงด้านเทคนิคการประเมิน วิธีการและการให้หน่วยกิต
การพัฒนาเหล่านี้ต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่กระตือรือร้นและเข้าร่วมอย่างจริงจังของผู้มีส่วนำด้ส่วนเสียที่กว้างขวาง
ในภาคส่วนต่างๆ ทางการศึกษา รวมทั้งพนักงานและสหภาพ
ประการที่สอง คือ
การวางรากฐานที่ดีกว่าในการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับและระดับมัธยมปลาย
และขจัดทางตันทางการศึกษา (Educational Dead-ends) นั่นคือ
การจัดการกับอุปสรรคสำคัญๆ
ของการเสริมสร้างความเข้มแข็งการเชื่อมโยงต่างๆ:
ระหว่างการศึกษาทั่วไปกับอาชีวศึกษาในระดับมัธยมปลาย /
ระหว่างระดับมัธยมปลายก อาชีวศึกษา กับระดับอุดมศึกษา /
และระหว่างสถาบันที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษา
ประการที่สาม คือ การพัฒนาการศึกษาที่มีประสิทธิผลมากขึ้น
และระบบข้อมูลข่าวสารการจ้างงานและการแนะแนว
ที่ช่วยนักเรียนให้พบหนทางของตนเองควบคู่ไปกับเส้นทางการเรียน
เมื่อก่อนนี้ประเทศในกลุ่ม OECD ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้
มีการโจมตีในเรื่องวัตถุประสงค์ คุณสมบัติของคนในวงการ
และวิธีการจัดการเรียนการสอน
ในขณะที่มีจุดอ่อนและช่องว่างอย่างชัดเจนในการให้บริการแก่ผู้ใหญ่

จัดสรรทรัพยากร และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจากทุกภาคส่วน
หน่วยราชการที่ปรารถนาจะนำยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิตมาใช้
ต้องคำนึงถึงทรัพยากร 3 มิติ ประการแรก ความเพียงพอ
มีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตประเภทต่างๆ
ในตลอดแต่ละช่วงเวลาของอายุ ประการที่สอง ประสิทธิภาพ
ทรัพยากรได้ถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ประการที่สาม
การสนับสนุนงบประมาณ หากต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น
ใครเป็นผู้จ่ายเพื่อทรัพยากรเหล่านี้
และต้นทุนและผลประโยชน์ได้กระจายไปเท่าเทียมกันหรือไม่
การเข้าร่วมในการเรียนรู้ที่สูงขึ้น หมายถึง
ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วย ขึ้นอยู่กับต้นทุนต่อหน่วย
ค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และอื่นๆ
แม้จะมีความลำบากในการประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
แต่ทุกกลุ่มควรได้รับการเสริมสร้างความสามารถเช่นเดียวกัน
ประเทศในกลุ่ม OECD
ใช้หลายวิธีการในการลดต้นทุนการจัดการและปรับปรุงเรียนรู้ อาทิ
การลดค่าใช้จ่ายในการสอนและบุคลากร
เพื่อทำให้โครงสร้างการจัดการสมเหตุสมผล เพื่อใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technologies:
ICTs) เพิ่มมากขึ้น และเพื่อดึงภาคเอกชนเข้ามารับผิดชอบให้มากขึ้น
ประเทศต่างๆ มอง ICTs ว่าเป็นหนทางที่มีประสิทธิผลสูงสุด
ในการเพิ่มและขยายการเข้าร่วมในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ในขณะที่สามารถลดต้นทุนอยุ่ในระดับที่พอรับภาระได้
หลายประเทศใช้บทบาทของภาคเอกชนและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น
ในการสร้างโอกาสการเรียนรู้
เป็นวิธีที่ปรับปรุงประสิทธิภาพและขีดความสามารถ ในช่วงทศวรรษที่ 1990
การเข้าร่วมรับภาระในการจัดการศึกษาของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากมีแรงจูงใจอันแรงกล้าในการลงทุนในต้นทุนมนุษย์
ทั้งที่เป็นบุคคลและกิจการ
อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของตลาดทุนและการจัดการเชิงสถาบันก็ค่อยๆ
สลายแรงจูงใจนี้
แต่ละประเทศต่างก็ทดลองใช้กลไกทางการเงินเพื่อแก้ไขอุปสรรคเหล่านี้
ในการกระตุ้นการลงทุนทางการศึกษาของภาคเอกชน
ในระดับอุดมศึกษามีกลไกใหม่ๆจำนวนมากที่ให้ความมั่นใจกับผู้เรียนและผู้ให้การสนับสนุน
สำหรับผู้ใหญ่หลายประเทศกำลังทดลองตั้งสถาบันที่มีการร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ระหว่างภาคเอกชน แรงงาน และภาครัฐ

ความร่วมมือของทุกภาคส่วน
เนื่องจากการเรียนรู้ตลอดชีวิตเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก
นอกจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ผู้เรียนและครอบครัวของเขา
สถาบันการศึกษา และภาคสังคมต่างๆ
การประสานงานในการพัฒนานโยบายและนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จ
จากการศึกษาหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการดูแลให้การศึกษากับเด็กเล็ก
ชี้ให้เห็นความสำคัญต่อการประสานนโยบายการศึกษา สาธารณสุข
สังคมและครอบครัว
เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถข้าถึงบริการด้านการศึกษา
และสุขภาพที่มีคุณภาพ
นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของนโยบายการศึกษา การอบรม
ตลาดแรงงาน และสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการการเรียนรู้ของผู้ใหญ่
รวมถึงประสบการณ์ที่ประเทศต่างๆ
พยายามรับมือกับความท้าทายในด้านการประสานงาน: ระหว่างกระทรวงต่างๆ
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องทำงานร่วมกัน ระหว่างลูกจ้างแรงงาน
สหภาพแรงงานและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนานโยบายระดับชาติ
รวมถึงองค์กรท้องถิ่นที่เป็นผู้ให้บริการ
ระหว่างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนานโยบายท้องถิ่นและโครงการปฏิบัติต่างๆ


********************************************

บันทึกรัก..จากแม่

บันทึกรัก..จากแม่


"ลูกรัก..อย่าลืมสวดมนต์ก่อนนอน
ที่พึ่งของลูก คือความดีและความจริงแห่งดวงใจ

พ่อกับแม่ ทำได้เพียงเลี้ยงดูชี้แนะ เท่านั้น
เพราะอีกไม่นาน..ลูกก็ต้องอยู่โดยลำพัง

แล้ววันนั้น ...ลูกจะมีแต่ความดีและความจริงแห่งดวงใจ
มีความเข้าใจชีวิตและวิถีแห่งธรรมชาติ...เป็นที่ปรึกษา "

" ลูกรัก...ตื่นแต่เช้าเถอะลูก
ตื่นขึ้นรับอรุณพร้อมพระท่าน
เตรียมอาหารไว้ใส่บาตร... บูชาความเป็นผู้เจริญของท่าน ไงลูก
จงทำเถิดนะ ทำสิ่งที่เป็นแก่นสารของมงคลแต่รุ่งเช้า
แล้ววันนั้นลูกจะโชคดีได้ด้วยความดี "

"ลูกรัก....อย่าคิดว่านกเล็กๆ เหล่านี้สนุกสนาน
เขามีความสุขต่างหาก...เพราะเขาได้ใช้ชีวิตอย่างเสรี
สุขที่ได้เห็นโลกกว้างไกล
สุขที่ได้เลี้ยงดูครอบครัวด้วยความเข้าใจ...
ในหน้าที่อย่างมีคุณธรรม !..


ลูกรัก... ความสุขกับความสนุกสนานนั้น..ไม่เหมือนกัน นะลูกนะ..
หัดคิดให้ถูกแล้วลูกนั้นเองจะได้รับความสุข"

"ลูกรัก..ฟังแม่นะ
แม้แม่ไม่ใช่นักปราชญ์
แต่แม่ก็พูดแต่ความเป็นจริง
พูดถึงธรรมชาติต่างๆ ที่ลูกเคยเห็นเช่นดอกกุหลาบ..
..กุหลาบจะสวยได้ก็ต่อเมื่อลูกเห็นแล้วว่าสวย
..กุหลาบจะไม่สวยก็ได้..เมื่อลูกไม่เห็นว่าสวย
...และกุหลาบจะเป็นดอกไม้ที่ถูกขว้างทิ้ง หรือหยิบออกจากแจกันไป
ก็ต่อเมื่อหนามของมันตำนิ้วน้อยๆของลูก หรือยามที่มันเหี่ยวแห้งหมดสีสันไป
ลูกรัก ...ชีวิตของคนเราก็เหมือนกันนะจ๊ะ
ถ้าลูกไม่ต้องการให้ใครทอดทิ้งลูกอย่างไม่ใยดี
ลูกก็ต้องเป็นคนดี..มีศีลมีธรรม..

เพราะศีลและธรรมนั้นก็คือ
....ความสวยและสีสันที่สดใส
เฉกเช่นกุหลาบที่ลูกชอบไงจ๊ะ ...


ดูตรงนั้นที่ขอบโค้งวงของฟ้า
จรดดินแสนงามตาลูกเห็นไหม
ดูตรงโน้นทินกรอ่อนแสงไป
ฉาบโลมไล้ลำแสงแห่งอัสดง

มองให้ไกล....ใจให้กว้างอย่างท้องฟ้า
ทอดสายตาสูงเข้าไว้แม้ใจเหงา
อย่าก้มหน้ามองดินอย่างซึมเซา
เพราะน้ำตาของเจ้าจะหยดลง... "


ลูกรัก.....อย่าคิดโทษเทวดาฟ้าดินดินนะจ๊ะ
บาปเคราะห์นั่นคือ...ผลกรรมแห่งการกระทำของลูกทั้งสิ้น
ขึ้งเคียด โกธรแค้นไปก็ป่วยการนะ ในเมื่อตนได้ลิขิตตนไว้เอง

ลูกรัก....ความโหดร้ายต่างๆ ที่โหมกระหน่ำมาสู่ชีวิตคนเรา
ย่อมมีวันหยุดและจบลงได้แน่ๆ

และมีเมตตากรุณาแทนที่นั้น
ย่อมได้รับแรงแห่งความสงบสุขแน่นอนนะลูกรัก


ลูกรัก..ทำไมเกียจคร้านอีกแล้วละดวงใจของแม่
ลูกเคยเห็นพระอาทิตย์ผิดเวลาบ้างไหม ?
เคยเห็นนกตื่นสายไหม ?

แม่เคยพาให้ลูกไปดูผึ้งทำรังแล้วไงจ๊ะ
ลูกเองก็เห็นว่า..ผึ้งทำงานทั้งวันใช่ไหม

ลูกอยากโตแบบหมูหรือไง...
..เพราะมันกินแล้วนอนเท่านั้น

คิดให้ถูกนะลูกว่าเหมาะสมไหม ?


ลูกรัก... มาเถิด มาหัดกรองมาลัยดอกมะลิ
ค่อยๆเลือกแต่เฉพาะดอกที่สม่ำเสมอ
ปลิดก้านเลี้ยงออก....ระวังอย่าให้ดอกชอกช้ำ
ค่อยๆเสียบดอกไม้ให้ได้ระดับ
วางสับระหว่างให้พอดีนะลูก
ความพอดีของช่องไฟและใจที่ปราณีตบรรจง
จะทำให้ลูกได้มาลัยที่งาม
ชีวิตของคนเราก็เช่นกันรู้ไหมจ๊ะ
ค่อย คิด ค่อย ทำ อย่างรอบครอบอย่าประมาท

ทุกวันนี้ลูกรู้ไหมว่า..ลูกกำลังกรองมาลัยชีวิตของตัวเองอยู่
ตอนนี้ ....แม่จะหัดให้ก่อน
แต่ต่อไป... ลูกจะต้องทำเอง


ลูกรัก ...รอยเท้าของลูกที่หาดทรายเมื่อเช้านี้
ถูกลบไปหมดแล้วนะลูก
นี่แหละความจริง...ไม่มีสิ่งใดไม่เสื่อมสลาย
เฉกเช่นเดียวกับชีวิตนั่นเองนะลูก
ล้วนมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย
เหมือนเจดีย์ทรายทำลูกทำไว้เมื่อวานนี้ไงจ๊ะ
วงเวียนของชีวิตก็เป็นไปทุกวัน เดือน ปี ไม่มีจบสิ้น
ลูกต้องทำใจให้มั่นคง
อย่าสัดส่ายไปกับคลื่นลม...
ความสุขไม่ได้อยู่ที่ทะเล..หรือพื้นทราย..
แต่ความสุข....มันเกิดได้จากใจของลูกเองต่างหาก

ฝนตกแล้วลูก ดูหอยทากตัวน้อยซิ
เห็นไหมมันเดินทางเป็นกิโลโดยไม่หวั่นฝนฟ้าอากาศเลย
ฉะนั้นลูกอย่าได้อ้อยสร้อยกับอดีตที่ชอกช้ำ
อย่าชุ่มชื่นกับอารมณ์ปัจจุบันจนลืมตัว
เพราะอนาคตข้างหน้ายังมีอีกยาวไกลอย่าได้ทดท้อนะลูก

..ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ
จงมุ่งมั่นทำความดี..
ทำหน้าที่ให้เป็นเลิศด้วยความดีนะลูกรัก
ชีวิตนี้มีค่านัก..จงรักและผูกพันตนไว้กับความดีนะลูกแม่

๑๐

ลูกจ๋า....ร้องไห้ทำไมอีก
แรกเกิดก็ร้อง........เมื่อหิวก็ร้อง
เมื่อโกรธก็ร้อง........เสียใจก็ร้อง
ลูกร้องไห้มานานนักหนาแล้วนะลูกนะ
ยังไม่พออีกหรือ?

แม่บอกแล้วไงจ๊ะ ..ชะตากรรมของลูกที่กำหนดมาเอง ทำมาเอง
ในเมื่อ ถึงอย่างไรลูกก็หนีความจริงเหล่านี้ไปไม่พ้น
ยอมรับเถอะนะลูกนะ ...แม่สอนให้ลูกยอมรับ
รับคำสั่งของพระพุทธองค์ไงจ๊ะ


๑๑

" ..น้ำนมจากอก...อาหารของความอาทร
แม่พร่ำเตือนพร่ำสอน..สอนสั่ง
ให้เจ้าเป็นเด็กดี.....ให้เจ้ามีพลัง
ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป.. "

ลูกรัก...ลูกยังจำเพลงอิ่มอุ่นท่อนนี้ได้ไหม?

โอ้...ขวัญเอยขวัญมา กลับมาหาลูกแก้ว
แม่ให้นมเจ้าแล้ว โอ้เจ้าแก้วตาเอย
ขวัญเอยขวัญข้าว แม่สอยดาวมารับขวัญ
หลับเสียแต่วันวัน จะได้ฝันถึงพระเอย...
ลูกรักขอให้พระคุ้มครองลูกนะหลับเถิด เอ่เอ้..เอ่เอ้
เวลาตื่นจะได้มีกำลังหาความรู้มาสู่ชีวิต
รู้คิด รู้ทำ แต่ความดีนะลูกนะ เอ่เอ้..เอ่เอ้..เอ่เอ้
จะได้ไม่ต้องไปมีชีวิตลำบาก
และความดีนี่แหละ จะทำให้ลูกไม่ตกต่ำไงลูก

นี่ไงที่เพลงเขาร้องไว้ว่า......ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป
....และเท่านี้แหละที่แม่หวัง


๑๒

หลับตา..ลืมตา
ลูกทุกข์อยู่ทุกคราใช่ไหม
ตัณหา ราคะ ถักใย
กามาล้อมใจตัวตน
ท่องเที่ยวดิ้นรนค้นหา
ต่างๆนานามากล้น
ยิ่งหายิ่งทุกข์ยิ่งทน
โธ่ไฉน..ไม่พ้นกงกรรม

ทำไปไม่รู้จบสิ้น
ร่างทับถมดินไม่หนำ
แม้เกิดใหม่ ทำใหม่ ไม่จำ
เพราะทำชีวิตผิดวิธี
เชื่อแม่หรือยังลูกรัก
แม่ทักลูกอยู่เสมอ
และไม่เคยหน่ายเจอ
เพื่อเสนอคำสอนพระศาสดา


ลูกจ๋า...เวลาแม่น้อยลงทุกวัน
อย่าพลัดวันทำกรรมดีอีกเลยนะลูกรัก..
จากแม่

เพลงฝูงมนุษย์

เพลงฝูงมนุษย์

อยู่ๆ จอโทรทัศน์เครื่องเก่าๆ ที่บ้านก็ดับลง
หลอดภาพคงถึงกาลหมดสภาพเสียที ทุกเรื่องราว ทุกข่าว ทุกชีวิต ทุกละคร
จึงถึงเวลายุติบทบาทของตัวเอง (เฉพาะในบ้านของผู้เขียน)
ไม่น่าเชื่อ ก็แค่ไอ้ตู้เล็กๆ ใบหนึ่ง มันจุฝูงมนุษย์ลงไปตั้งเยอะ
ทำให้เราติดมันงอมแงม
โทรทัศน์เสีย ก็ดีไปอย่างครับ
ไม่ต้องได้เห็นหน้าฟังเสียงมนุษย์น่ารังเกียจจำพวกหนึ่ง
ซึ่งทำงานบ้านเมืองด้วยพูดมากเช้าเย็น
(แม้จะต้องคิดถึงบางคนที่เสนอข่าวให้ติดตามทุกเช้าค่ำอยู่บ้าง)
ถือโอกาสล้างพิษในสมองเสียเลย เพื่อจัดสรรความรื่นรมย์ในชีวิต
งดโทรทัศน์สักนิด งดหนังสือพิมพ์สักหน่อย นักข่าวโทรทัศน์ดีๆ
ที่ผู้เขียนชื่นชอบอย่าเพิ่งว่าอะไรนะครับ
นักข่าวและคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ที่ผู้เขียนติดตามก็เช่นกัน
คิดถึงอยู่ครับ คิดถึงนักข่าวและกระแสข่าวร้อนๆ แรงๆ
ในบ้านเมืองยามนี้...ระอุๆ
กันแบบนี้...เดี๋ยวเราจะต้องได้พบกันสักวันแหละน่า...
เลือกเปลญวนใต้ต้นหมาก หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน "ฝูงมนุษย์" โดย
ช่วง มูลพินิจ นามนี้เรารู้จักในฐานะจิตรกรเอก โดยเฉพาะลายเส้นวิจิตร
บรรจง จับตา จับใจ แม้คนผู้ไม่ได้ร่ำเรียนหรือฝักใฝ่ศิลปะมาก่อน
เห็นภาพเขียนของเขาแล้วยังตะลึง "ฝีมือมนุษย์หรือนี่?"
ฝีมือมนุษย์นี่แหละ มิใช่เทวดาที่ไหนมาขีดเส้นให้ตรงขีดวงให้กลมหรอก
(แต่บางมนุษย์อาจมีพลังจากเทวดาก็ได้ อย่างที่เขาว่า จิตใต้สำนึกคนเรา
สั่งสมอยู่ด้วยพลังที่คิดไม่ถึงจำนวนมาก)
สำหรับผู้เขียน เคยผ่านพบและไหว้คารวะศิลปินระดับ "อาจารย์ใหญ่"
ผู้นี้เป็นบางครั้ง ท่านก็ดูเป็นมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง
เป็นศิลปินยิ่งใหญ่ผู้อ่อนน้อมถ่อมตนด้วยไมตรีต่อคนรุ่นน้อง
สิ่งที่ได้รับเสมอคือประกายแห่งเมตตาธรรม
ก่อนจะถึง "ฝูงมนุษย์" ที่กำลังนอนเปลอ่านอย่างเป็นสุขในวันนี้
ผู้เขียนเคยอ่าน "เขียนมนุษย์" มาก่อนแล้ว
รวมทั้งหนังสือชุมนุมภาพจิตรกรรมเล่มใหญ่
อ่านแล้ว ย่อมได้ความรู้สึกมากกว่านั้น มากกว่าเขาเป็นจิตรกร
ศิลปินเอกจาก อ. บางคนที จ. สมุทรสงคราม ท่านนี้ เปี่ยมด้วยความเป็นกวี
นักปรัชญา นักค้นคว้าปฏิบัติธรรม อ่านหนังสือศิลปิน
จึงให้ความสุขยิ่งกว่าอ่านหนังสือธรรมะบางเล่มของพระนักเทศน์บางรูป
จะเรียกว่าเป็นการต้องจริตกันก็ได้
ผู้เขียนอาจไม่ต้องจริตการเทศน์แบบท่องจำจากพระสูตรอย่างเดียว
"ฝูงมนุษย์" ประกอบด้วยคำคมสั้นๆนิทานสั้นๆซึ่งล้วนเป็นแง่คิดระดับปรัชญาชีวิต
ปรัชญาธรรม ย่อยชีวิตเป็นธรรม ย่อยธรรมเป็นธรรม
ประกอบด้วยภาพลายเส้นโดย "ฝีมือช่วง"
"จิตรกร -ประติมากร -ประพันธกร คืออิสรชน สังคมอย่าจับพวกเขามารวมไว้
ในคอกศิลปินอันคับแคบของพวกตน"
อ่าน "ฝูงมนุษย์" ราวได้สดับ "เพลงมนุษย์" จากคำร้องทำนองของ "หนึ่งมนุษย์"
ด้วยความสุขต่อการต้องจริตผลงานประเภทนี้
ผู้เขียนมีเรื่องจะเล่าต่อศุกร์หน้าครับ!

2
คนธรรมดากลายเป็นคนรัก

ว่าด้วยหนังสือ "เขียนมนุษย์" และ "ฝูงมนุษย์" ของจิตรกร ช่วง มูลพินิจ
ไปเมื่อศุกร์ที่แล้ว ศุกร์นี้จึงมีลูกต่อเนื่องอีกสักหน่อยครับ
ท่านที่ประทับใจ อ. ช่วง ในฐานะจิตรกรแล้ว
ขอแนะนำให้ลองหาหนังสือบทประพันธ์ของเขามาประทับใจด้วย
จะได้เห็นว่าในระหว่างลายจิตรกรรม ยังคงมีลายวรรณกรรม
ที่มุ่งสะท้อนความงาม ความจริง ความดี
สำหรับผู้เขียนแล้ว ต้องจริตงานเขียนประเภทคำคม หรือนิทานปรัชญาสั้นๆ
ที่กลั่นออกมาจากการครุ่นคิดใคร่ครวญชีวิต
เหมือนที่เคยชอบอ่านคำคิดสั้นๆ ของกวีเลบานนอน คาลิล ยิบราน
และกวีอินเดีย รพินทรนาถ ฐากูร
ช่วง มูลพินิจ ของไทย แม้มิได้มีชื่อเสียงทางกวี แต่ลองอ่านคำนี้ดู
"ความรัก คือสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต มันทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนรัก"
ภาษาวงเหล้าเขาว่า...คม...ค้ม...คม...คมกริบเลือดซิบได้เลยทีเดียว
เหมือนคำง่ายๆ ธรรมดา แต่ได้ทำให้สถานภาพของ "ความรัก" "ชีวิต"
"สิ่งมหัศจรรย์" "คนธรรมดา" "คนรัก" ส่องความหมายพิเศษเรืองรองขึ้นมา
ใช่เลย..."คนธรรมดา" จะกลายเป็น "คนรัก" ขึ้นทันที เมื่อมี "ความรัก"
คนบางคน เดินกระทบไหล่สวนทางไปมาบนท้องถนนคลาคล่ำฝูงมนุษย์
เป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน เป็นคนหน้าแปลกของกันและกัน
วันหนึ่งจะด้วยตั้งใจหรือบังเอิญ คนบางคนอาจพบรักคนบางคน
คนแปลกหน้ากลายเป็นคนคุ้นเคยอย่างคิดไม่ถึงมาก่อน เป็นบทเพลงไม่รู้จบ
"คนรัก" ในชีวิตจริงของคนเรา ท่านเคยตั้งคำถามไหมว่า "มาจากไหน
จะไปไหน ไยจึงพบ" ด้วยเหตุผลกลใดจึงได้พบ ไม่ว่าพบผูกพันหรือพลัดพราก
เราต่างได้พบ ผู้คนมากมายในโลกกว้าง ทางหมื่นสายแสนสาย
การพบกันของใครต่อใครเป็นได้ทั้งเหมือนง่ายและคล้ายยาก
ลองแอบมอง "คนรัก" ข้างใจท่าน เขาหรือเธออาจเดินทางไกลจากต่างดาว...(ฮ่า...)
"โลกนี้มีพื้นที่มากมายนัก แต่มีที่ที่รู้จักไม่กี่ที่
มีผู้คนมากมายเท่าโลกมี แต่มีคนรู้จักดีไม่กี่คน"
บางกวีเคยรำพึงรำพันไว้ประมาณนั้น
ครับ ถือโอกาสนี้รำพึงรำพันถึง "คนธรรมดา" ที่แปลงร่างเป็น "คนรัก"
ด้วยมนต์ขลังของ "ความรัก" พร้อมทั้งขอบอกข่าวเปิดตัวหนังสือ
"จากเขียนมนุษย์ ถึงฝูงมนุษย์ เขียนโดย ช่วง มูลพินิจ"
ในวันอาทิตย์ที่ ๑๘ พฤษภาคม ศกนี้ ณ หอศิลป์มูลพินิจ ย่านถนนรามคำแหง
จัดโดย สำนักพิมพ์มิ่งมิตร และ ช่วง - จินดารัตน์ มูลพินิจ
ท่านที่รักการอ่านหนังสือโปรดทราบ "เขียนมนุษย์" และ "ฝูงมนุษย์"
ยังรอท่านอยู่ครับ อาจได้รู้สึกเหมือนผู้เขียนบทความนี้... ช่วง
มูลพินิจ มิใช่เพียงจิตรกรผู้สามารถ...ยังเป็นกวี!